
นายณัฐพงศ์ ณ ระนอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวเปิดงานสัมมนาครั้งนี้ว่า เป็นการแชร์มุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจและตลาดหุ้นโลกจากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงแนวทางในการปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมกับบริบทที่กำลังเปลี่ยนแปลง เพื่อให้สามารถสร้างพอร์ตการลงทุนที่แข็งแกร่ง และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ด้าน บล. ดาโอ มีความพร้อมในการหา Solution การลงทุนเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกท่าน ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ทั้งทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ นักวิเคราะห์ และผู้ดูแลการลงทุนมืออาชีพ เพื่อบรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ของบริษัทที่ว่า Empowering Your Investment with Expertise
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศและความมั่นคง กล่าวถึงสถานการณ์ไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ณ ช่วงเวลานี้ว่า โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงสูงสุดในรอบ 30 ปี จากภาวะสงคราม ส่งผลให้เกิดความผันผวน โดยวิกฤตการณ์เกิดขึ้นนั้นเร็วและแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ เช่น สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน และความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอลและอิหร่าน ขณะเดียวกันโลกกำลังเผชิญกับการที่ชาติมหาอำนาจกำลังแย่งชิงการจัดระเบียบโลก (World Order) ผ่านทั้งการทำสงครามจริง สงครามตัวแทน และสงครามทางไซเบอร์ โดยมีแนวโน้มที่ประเทศมหาอำนาจจะตัดสินใจทำอะไรตามลำพังโดยไม่ผ่านกลไกสหประชาชาติ (UN) มากขึ้น
ทั้งนี้ สมรภูมิอำนาจระหว่างสหรัฐฯ จีน เป็นเรื่องที่น่าจับตามอง ซึ่งสหรัฐฯ กับจีนทั้งสองประเทศไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ในขณะนี้ เราจะเห็นการแข่งขันที่เข้มข้นโดยเฉพาะเรื่องสงครามเทคโนโลยี (Tech War) และการควบคุมทรัพยากรอย่างเช่นแร่หายาก (Rare Earth) และเราจะเห็นการที่จีนเริ่มสร้างระเบียบโลกแบบจีนผ่านกลุ่มประเทศ BRICS (บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน และ แอฟริกาใต้) หรือความร่วมมือเซี่ยงไฮ้
ขณะที่อินเดีย ถูกมองว่าเป็นตัวกลางที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากความขัดแย้งของมหาอำนาจ เนื่องจากมีความสามารถในการต่อรองสูง และเป็นฐานเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต และเราได้เห็นประเทศเกาหลีใต้ ทะยานขึ้นมาเป็นมหาอำนาจด้านการส่งออกอาวุธระดับโลก ติดอันดับ 1 ใน 10 และมีระเบียบวินัยในการพัฒนายุทธศาสตร์ชาติที่น่าสนใจ
สำหรับวิกฤตพลังงานและสงครามตะวันออกกลางนั้น การสู้รบระหว่างอิหร่าน กับอิสราเอล และสหรัฐฯ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันและการขนส่ง แม้สต็อกน้ำมันโลกอาจยังไม่ขาดแคลนในทันที แต่เกิดภาวะตื่นตระหนกและการกักตุน ซึ่งไทยได้รับผลกระทบเพราะพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงทางด้านสหรัฐฯ พยายามควบคุมสถานการณ์และปล่อยน้ำมันสำรองเพื่อลดผลกระทบต่อคะแนนเสียงการเลือกตั้งในประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็กดดันศัตรูอย่างหนัก
รศ.ดร.ปณิธาน ยังมองถึงโอกาสและความท้าทายของประเทศไทยว่า ไทยเป็นมิตรกับทุกฝ่ายทั้งสหรัฐฯ จีน และอิหร่าน แต่ความท้าทาย คือ การรักษาระยะห่างที่พอดี เพื่อให้ได้ประโยชน์โดยไม่สร้างศัตรู ส่วนประเทศเพื่อนบ้านไทย อย่างพม่า และกัมพูชา มีทั้งวิกฤตเรื่องภาระผู้อพยพ และความมั่นคง แต่ก็มีโอกาสในเรื่องตลาด และการลงทุน หากไทยสามารถบริหารจัดการความสัมพันธ์ได้ดี
ดังนั้นสิ่งน่าสนใจสำหรับนักลงทุนในระยะนี้ คือ เรื่องอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและเทคโนโลยีด้านความมั่นคง ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกกำลังลงทุนเพื่มขึ้นเพื่อป้องกันตัวเอง จึงเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในยุโรปและเอเชียตะวันออก แต่โลกปัจจุบัน ยังมีความไม่แน่นอนในเรื่องอื่น ๆ อีกไม่น้อยนอกเหนือจากเรื่องผลกระทบโดยตรงจากสงคราม เช่น เรื่องการแสวงหาพลังงานต่าง ๆ และแย่งชิงแร่หายาก เรื่องการพัฒนาเทคโลโลยีใหม่ ๆ ที่จะมีผลต่อความเข้มแข็งของแต่ละประเทศ การตัดสินใจในเรื่องดังกล่าวเหล่านี้ โดยเฉพาะการเปลี่ยนระบบหรือของระเบียบโลก ที่ขึ้นอยู่กับผู้นำเพียงไม่กี่คน เช่น ผู้นำสหรัฐฯ หรือผู้นำจีน และรัสเซีย หรือแม้กระทั่ง อินเดีย ซึ่งเอาแน่เอานอนแบบเดิมไม่ได้
ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าจะต้องนำประเทศไปอย่างไร มีเครื่องมืออะไรที่มีประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ พลังงาน สิ่งแวดล้อม และเรื่องอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้น ไม่เช่นนั้น ไทยจะเสียโอกาสในการแข่งขันหรือในการพัฒนาประเทศ ไม่สามารถฝ่าวิกฤตต่าง ๆ ไปได้ด้วยดี และจะทำให้ประชาชนตกอยู่ท่ามกลางความสับสนและเดือดร้อนได้
นางสาวธนันต์พร จรรย์โกมล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ บล. ดาโอ ให้มุมมองการลงทุนในตลาดต่างประเทศว่า สถานการณ์พลังงานโลก โดยเฉพาะความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ตลาดการเงินให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีบทบาทสำคัญต่ออุปทานโลก โดยในกรณีที่เกิดการปิดกั้นในระดับ 100% จะส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ประเทศผู้ผลิตหลักอย่างซาอุดีอาระเบีย และ UAE จะสามารถส่งน้ำมันผ่านท่อทางบกได้บางส่วน แต่กำลังการทดแทนดังกล่าวยังไม่เพียงพอในการชดเชยปริมาณน้ำมันที่หายไป
ทั้งนี้ ปริมาณน้ำมันสำรองที่สามารถนำมาใช้ได้จริงในระดับโลกมีข้อจำกัด โดยคาดว่าสามารถรองรับความต้องการได้เพียงประมาณ 2–3 เดือน ภายใต้สถานการณ์การหยุดชะงักอย่างเต็มรูปแบบ ในทางปฏิบัติ ตลาดมีแนวโน้มจะรับรู้ภาวะตึงตัวของปริมาณน้ำมันเร็วกว่าระยะเวลาดังกล่าว จากข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ และโครงสร้างของโรงกลั่น
หากความกังวลด้านพลังงานเริ่มคลี่คลายหรือสามารถส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้มากขึ้น ตลาดมีแนวโน้มเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว (turnaround) ได้ค่อนข้างรวดเร็ว
มองว่าตลาดหุ้นเกาหลีใต้จากความต้องการชิปหน่วยความจำ โดยบริษัทอย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix มีแนวโน้มได้รับประโยชน์โดยตรง
นายมงคล พ่วงเภตรา รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บล. ดาโอ ให้มุมมองตลาดหุ้นไทยว่า หุ้นไทยมีความสัมพันธ์กับราคาน้ำมันเพียง 28% น้อยกว่าซาอุฯ และอินโดนีเซีย ดังนั้นหากน้ำมันขึ้น หุ้นไทยไม่ได้ลงรุนแรงเสมอไป เพราะมีหุ้นกลุ่มพลังงานขนาดใหญ่ช่วยพยุงกำไร
ขณะที่เงินเฟ้อไทยไม่ได้มีปัญหาน่ากังวลเท่าสหรัฐฯ แต่ปัญหาหลักคือ กำลังซื้อและการลงทุน ที่หดตัวส่วน Fund Flow เริ่มเห็นสัญญาณเงินไหลออกจากสหรัฐฯ เข้าสู่เอเชียและอาเซียน รวมถึงไทย เนื่องจาก Valuation ที่น่าสนใจและการคาดหวังเชิงบวกต่อการเมืองไทย มองกรอบดัชนี SET Index ที่ 1500 - 1800 จุด โดยเชื่อว่าดัชนีจะไม่ลงไปต่ำกว่า 1500 จุดได้ง่ายนัก หากแย่สุด (Worst case) มองว่า SET Index ลงที่ 1350 จุด
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน (Asset Allocation)
กลุ่ม Growth & Quality ได้แก่ ADVANC มองเป็นหุ้นที่ดีที่สุดตัวหนึ่ง เพราะกำไร New High และมี Data Center เป็นตัวเร่ง และ CPALL, CPAXT, BDMS: เน้นความแข็งแกร่งของกำไร
ส่วนกลุ่มที่ควรระวังคือ ปิโตรเคมีและโรงกลั่น ให้รอดูสถานการณ์ก่อนหากจะเล่นให้มอง IVL และ PTTGC แทนกลุ่ม TOP
นายเชาวน์กร โชติบัณฑ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวางแผนการลงทุนส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) กล่าวถึง ความต้องการความมั่นคงด้านพลังงานในโลกปัจจุบัน มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และพลังงานสะอาด การย้ายโรงงานกลับมายังประเทศที่เป็นพันธมิตร เช่น สหรัฐอเมริกา เป็นการตอบสนองต่อความต้องการนี้ นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการลงทุนในสินทรัพย์ที่สามารถต่อสู้กับเงินเฟ้อ เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ และตราสารหนี้ ที่เชื่อมโยงกับเงินเฟ้อ และยังชี้ให้เห็นถึงการเติบโตของหุ้นในกลุ่มพลังงาน และการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI รวมถึงพลังงานสะอาด
แนะนำว่าการลงทุนในกองทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงและการจัดการพอร์ตอย่างมีประสิทธิภาพเป็นแนวทางที่น่าสนใจในสถานการณ์ปัจจุบัน บลจ. เอ็มเอฟซี จึงแนะนำกลยุทธ์สำหรับให้พอร์ตพร้อมทุกสภาวะ ได้แก่
นายวงศกร เหมพันธ์ ผู้จัดการกองทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ดาโอ จำกัด กล่าวถึงภาพรวม ของสินค้าโภคภัณฑ์ว่ากำลังเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นรอบใหญ่ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก คาดการณ์ราคาน้ำมันทรงตัวที่ประมาณ 100 เหรียญฯ และอาจมีความผันผวนชั่วคราวจากปัจจัยสงครามแต่เชื่อว่าจะเริ่มคลี่คลายในเดือน เม.ย. ขณะที่แนวโน้มกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์อย่าง แร่เงิน (Silver) ยังมีดีมานด์แกร่งแม้มีสงครามถือเป็นโลหะที่นำไฟฟ้าได้ดีที่สุดจำเป็นอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI, แผงโซลาร์เซลล์ และเซมิคอนดักเตอร์ แม้จะมีภาวะสงคราม แต่ราคาพรีเมียมในตลาดเซี่ยงไฮ้ยังสูง ประมาณ 11% สะท้อนว่าความต้องการจริงในภาคการผลิตยังแข็งแกร่งมาก มองว่ามีโอกาสเป็นขาขึ้นเนื่องจากโครงสร้าง Demand และ Supply ที่ตึงตัวมาตั้งแต่ปี 2021
ขณะที่ แร่ทองแดง (Copper) เป็นวัตถุดิบต้นน้ำของระบบไฟฟ้า รถยนต์ EV และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กำลังเปลี่ยนผ่านจากช่วงที่มีของเพียงพอ เข้าสู่ภาวะ Supply Shortage เนื่องจากเหมืองใหม่ๆ สำรวจพบแร่น้อยลงและคุณภาพต่ำลง คาดว่าภาวะขาดแคลนจะลากยาวไปจนถึงปี 2030 ส่งผลให้ราคามีแนวโน้มเป็นขาขึ้นในระยะยาว
บลจ. ดาโอ จึงแนะนำ 3 กองทุนหลัก ได้แก่
©2026 บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) สงวนลิขสิทธิ์