SET Outlook
คาดดัชนี SET มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น ตามแรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก หลังงบ Big Tech ชี้ยังมีการลงทุนใน CAPEX เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่ม Memory และ Semiconductor อันจะทำให้บรรยากาศการลงทุนในเทคฯ เอเชียกลับมาดี และ DELTA พร้อมหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อาจได้ sentiment บวกดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตามสถานการณ์สงครามอิหร่าน ที่ยังมีความไม่แน่นอน (หยุดยิง-ยิง) ทำให้ราคาน้ำมันผันผวน โดยข่าวล่าสุด ปธน. Donald Trump สั่งระงับโจมตีอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันช่วงเปิดตลาดวันจันทร์ อาจปรับตัวลดลง และอาจกดดันหุ้นกลุ่มพลังงาน ดังนั้นเรามองว่า หากดัชนี SET ขึ้นไปใกล้ระดับ 1,650//1,657 ตลาดอาจเผชิญกับแรงเทขายทำกำไร ก่อนที่จะพักตัวเพื่อรอดูการประกาศงบของบจ.อีกครั้ง
ประเด็นที่น่าสนใจ
• จับตาสถานการณ์สงครามอิหร่าน ล่าสุดทรัมป์สั่งเตรียมโจมตีอิหร่านช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (31 ก.ค.-1 ส.ค. 2569) แต่ก่อนจะโจมตีจริงได้ประกาศยกเลิกแผน โดยอ้างว่ามี "กรอบข้อตกลง" กับอิหร่านแล้ว รวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซเต็มรูปแบบ ทว่าฝ่ายอิหร่านยังไม่ยืนยันเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ แต่การชะลอหยุดยิง อาจกดดันราคาน้ำมันดิบ ได้ในช่วงเปิดสัปดาห์
• สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา การร่วมมือกันแทรกแซงตลาดค่าเงินอย่างเข้มข้นระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐฯ เพื่อพยุงค่าเงินเยนที่ร่วงลงไปแตะระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบ 40 ปี (ใกล้ 163–164 เยน/ดอลลาร์) โดยทาง Bloomberg ได้คาดการณ์ไว้ว่า ญี่ปุ่นได้อัดฉีดเงินมหาศาล สถิติใหม่ราว 8.45 ล้านล้านเยน (~52.8 พันล้านดอลลาร์) ขณะที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ (ผ่าน New York Fed) ได้เข้าช่วยซื้อเงินเยนเสริมในฝั่งตลาดนิวยอร์ก หนุนให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วสู่ระดับ 157–158 เยน/ดอลลาร์ ทั้งนี้ผลการประชุม BOJ ในวันที่ 31 ก.ค. จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.00% ตามคาด แต่ผู้ว่าการฯ Kazuo Ueda ได้ส่งสัญญาณเชิงเหยี่ยวพร้อมเปิดช่องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อในการประชุมรอบถัดไป เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ต้องจับตาผลกระทบการ Unwind ของ Yen Carry Trade ซึ่งเคยสร้างความผันผวนให้กับตลาดหุ้นในช่วงเดือน ส.ค. 2024 อย่างไรก็ตามสถานการณ์ปัจจุบัน (2026) แตกต่างไปจากปี 2024 ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าว มีปัจจัยที่ Surprise ตลาด 2 เรื่อง เกิดขึ้นใกล้กันคือ BOJ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และ ตัวเลขแรงงานสหรัฐฯ ต่ำคาด และเป็นเหตุให้เกิดสภาวะ Risk-Off ชั่วขณะ
• ผลประกอบการหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ 6 บริษัท (Amazon, Google, Meta, Microsoft, Intel, Apple) ไตรมาสล่าสุดออกมาแข็งแกร่งเป็นวงกว้าง เกือบทุกบริษัทรายงานผลประกอบการดีกว่าที่ตลาดคาด (beat) ยกเว้น Meta ที่กำไรต่อหุ้นต่ำกว่าคาด อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาราคาหุ้นกลับแตกต่างกันมาก โดย Amazon และ Microsoft ปรับขึ้นแรง (+9% ถึง +15%) จากตัวเลข Cloud/AWS ที่เกินคาดและ (กรณี Microsoft) capex guidance ที่ต่ำกว่าที่ตลาดกลัว ขณะที่ Apple, Google และ Intel แม้ผลประกอบการจะดีกว่าคาดเช่นกัน แต่ราคาหุ้นกลับปรับลดลง 6-8% จากความกังวลอื่น ได้แก่ guidance ไตรมาสหน้าที่อ่อนกว่าคาดและการเปลี่ยนตัว CEO (Apple), งบลงทุน Capex ที่ปรับเพิ่มต่อเนื่อง (Google), และความเสี่ยงด้านลูกค้ากระจุกตัว (customer concentration) ทั้งนี้ปัจจัยร่วมที่ชัดเจนคือบริษัทส่วนใหญ่ปรับเพิ่มงบลงทุน (Capex) ต่อเนื่อง สะท้อนมุมมองของผู้บริหารว่า AI Demand ยังแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนอาจอยากเห็นผลตอบแทนจากการลงทุน เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาตลอด เนื่องจากบริษัทใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมากจนทำให้ Free Cash Flow ปรับตัวลดลง บางบริษัทเริ่มติดลบ ประเด็นนี้อาจเป็นเรื่องให้ตลาดขายทำกำไรได้เช่นกัน ดังนั้นต้องติดตามงบบริษัท Theme AI กันต่อไป ว่าจะเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมาได้หรือไม่ โดยเฉพาะ NVIDIA
• รัฐบาลรายงาน โครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส 60/40" หลังเปิดดำเนินงานครบ 2 เดือน ประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยเม็ดเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจฐานรากแล้วกว่า 86,442.6 ล้านบาท (รัฐร่วมจ่าย 49,601.6 ล้านบาท และประชาชนจ่าย 36,841.0 ล้านบาท) โดยมีประชาชนเข้าร่วมกว่า 26 ล้านราย และร้านค้ากว่า 1.19 ล้านร้าน ซึ่งส่วนใหญ่ 96.6% เป็นการใช้จ่ายผ่านหน้า
ร้านปกติโดยรูปแบบการร่วมจ่าย 60/40 นี้ ไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการบริโภคในภาวะกำลังซื้อชะลอตัวเท่านั้น แต่ยังช่วยผลักดันร้านค้ารายย่อยเข้าสู่ระบบดิจิทัลผ่านแอปฯ ถุงเงิน ที่นำ AI มาช่วยบริหารจัดการธุรกิจ.
Fund Flow และตลาดการเงิน:
• ตลาดหุ้น (SET+MAI): มูลค่าการซื้อขาย (SET) 89,032 ล้านบาท และ (MAI) 434.63 ล้านบาท ด้านนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิตลาดหุ้นไทยมูลค่า 3,516.24 ล้านบาท
• Yield Curve ปรับตัวลดลงจากวันก่อนหน้าประมาณ 1-2 bps. สำหรับกระแสเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติวันนี้ NET INFLOW 7,195 ล้านบาท โดยเกิดจาก NET BUY 7,199 ล้านบาท และมีตราสารหนี้ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติหมดอายุ (Expired) 4 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการซื้อในตราสารระยะสั้นเพื่อปรับพอร์ตการลงทุน
• ค่าเงินบาท: ปิดที่ 33.40 บาท/ดอลลาร์ ทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเช้า
ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event 27-31 Jul 26
• 03/08, CN, RatingDog Manufacturing PMI (Jul), Forecast=51.5, Prior=51.7
• 03/08, US, ISM Manufacturing PMI (Jul), Forecast=53.7, Prior=53.3
• 04/08, US, JOLTs Job Openings (Jun), Forecast=7.25M, Prior=7.594M
Strategy
• ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ ตามบรรยากาศหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก โดยเฉพาะ เอเชียเหนือ ได้กลับมาสดใสอีกครั้ง และน่าจะส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และ DELTA อย่างไรก็ตาม สถานการณ์สงครามอิหร่าน ที่สร้างความผันผวนให้กับราคาน้ำมัน โดยเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์ หลังจากที่สหรัฐฯ ได้ระงับการโจมตีอิหร่าน อาจทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ซึ่งจะกดดันหุ้นกลุ่มพลังงาน ดังนั้นเรามองว่า เมื่อดัชนีขึ้นแตะระดับ 1,650 จุด อาจเผชิญกับแรงเทขายทำกำไร เพื่อจับตาสถานการณ์ความไม่แน่นอนต่อไป
• กลยุทธ์หลัก เรามองให้ทยอยขายทำกำไรกับหุ้นที่ราคาฟื้นตัวมาที่ SET ระดับ 1,650 จุด และเตรียมจังหวะรอรับหากดัชนี SET ย่อตัวใกล้ระดับ 1,590//1,560 จุด ตามลำดับ
หุ้นเด่นวันนี้ (Fundamental Stock)
KLINIQ: 1) คาดกำไรสุทธิ 2Q26E ที่ 114 ล้านบาท (+27% YoY) จากการขยายสาขา, SSSG +17-18%, Cash sales โต 33% YoY และ GPM ฟื้นตัว YoY, 2) แนะนำ "ซื้อ" ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 33.00 บาท หลังปรับกำไรปี 2026E-27E ขึ้น 9% และ 17% จากแนวโน้มรายได้และ margin ที่ดี
Technical : PTTEP, KCE
Stock picks for August 2026 : SJWD, GPSC, SCGP, CENTEL, ITC, MAGURO
News Comment:
( + ) Tourism (Overweight) ดีมานด์นักท่องเที่ยวยุโรปพุ่ง หนุนไฟลต์บินตรงเข้าไทยผู้โดยสารทะลัก
( - ) Energy (Neutral) ประธานาธิบดี US ประกาศเลื่อนการโจมตีอิหร่านรอการเจรจาวันนี้; OPEC+ เพิ่มโควตาการผลิต 188 kb ในเดือน ก.ย.2026
News Flash:
( + ) MAGURO (ซื้อ/เป้า 28.00 บาท) ตั้งเป้า Kaiten Sushi Ginza Onodera รายได้แตะ 2 พันล้านบาทภายใน 3-4 ปี
Results Review:
( + ) PTTEP (ซื้อ/เป้า 180.00 บาท) กำไรสุทธิ 2Q26 แกร่งกว่าคาด; คาด blended ASP ยืนสูงใน 3Q26E
( - ) TFM (ถือ/ปรับเป้าลงเป็น 6.20 บาท) กำไรปกติ 2Q26 ชะลอตามคาด, ปรับเป้าหมายปี 2026E ลง
Company Update:
( + ) KLINIQ (ซื้อ/ปรับเป้าขึ้นเป็น 33.00 บาท) คาดกำไร 2Q26E โต YoY จากการขยายสาขา, SSSG ขยายตัว
( + ) BBL (ซื้อ/เป้า 225.00 บาท) แผนการดำเนินงานดีตามคาด, สินเชื่อโตดีและ NIM ผ่าน Bottom
( 0 ) CRC (ถือ/ปรับเป้าขึ้นเป็น 26.00 บาท) 2Q26E กำไรฟื้นตัวจากฐานต่ำ แต่แรงกดดันด้านกำลังซื้อยังคงอยู่
( 0 ) PTG (ถือ/เป้า 8.00 บาท) คาดกลับมารายงานกำไรใน 2Q26E; GPM มีแนวโน้มยืนสูงชดเชยปริมาณขายอ่อนตัวใน 2H26E