SET Outlook
ดัชนีฯ มีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวนในกรอบจำกัด ตลาดหุ้นสหรัฐฯปิดทำการ ตลาดหุ้นเอเชียพลิกตังกลับ หลังเผชิญแรงเทขายอย่างหนักจากความกังวลเรื่องสงครามในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อ แต่ตลาดหุ้นไทยยังคงมีปัจจัยพยุงดัชนีที่สำคัญจากหุ้นกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมันโลก ความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศอย่าง "คนละครึ่งพลัส" จะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยประคองกลุ่มค้าปลีกในช่วงนี้
ปัจจัยในประเทศ
• มาตรการเศรษฐกิจ: รัฐบาลเตรียมเดินหน้าโครงการ "คนละครึ่งพลัส" เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย โดยจะแจกเงินคนละ 2,000 บาท ให้กับประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 50 ล้านคน. โครงการนี้คาดว่าจะใช้วงเงินประมาณ 1 แสนล้านบาท โดยจะทยอยโอนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง เดือนละ 200 บาท เป็นระยะเวลา 10 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569.
• ปรับโครงสร้างราคาน้ำมันใหม่: ปลัดกระทรวงพลังงานสั่งการให้โรงกลั่นเปิดเผยต้นทุนการผลิตที่แท้จริงของเดือนมีนาคม. การดำเนินการนี้มีเป้าหมายเพื่อนำข้อมูลมาหาข้อสรุปในที่ประชุมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ในวันที่ 3 เมษายนนี้ ... เรามองว่า หากมีการปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน อาจมีผลให้ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นฯ อิงกับต้นทุนอื่นๆลดลง และต่ำกว่าเกณฑ์ที่ใช้คำนวณในปัจจุบัน จีงเป็นข่าวลบต่อหุ้นโรงกลั่นน้ำมันมากกว่าที่จะเป็นข่าวบวก
• ค่าเงินบาท: เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 32.75 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการอ่อนค่าลงสอดคล้องกับทิศทางของสกุลเงินอื่นในภูมิภาค. ปัจจัยหลักมาจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลเรื่องสงครามที่ยืดเยื้อ โดยคาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวในวันพรุ่งนี้ที่ 32.60 - 32.90 บาท/ดอลลาร์.
• กระแส Fund Flow: นักลงทุนต่างประเทศยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อสินทรัพย์ไทย โดยมียอดซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย (SET และ MAI) รวม 2,056.53 ล้านบาท. นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังมียอดซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้ไทยอีก 173 ล้านบาท.
ปัจจัยต่างประเทศ:
• สถานการณ์ตะวันออกกลาง: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงว่าปฏิบัติการทางทหารใกล้จะสำเร็จลุล่วง แต่สหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้าโจมตีอิหร่านอย่างหนักต่อไปในช่วง 2-3 สัปดาห์หน้า. ล่าสุด อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธโจมตีอิสราเอลและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอ่าวอาหรับ.
• ช่องแคบฮอร์มุซ: ปริมาณการเดินเรือขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงถึง 94%. สหรัฐอเมริกาปฏิเสธที่จะใช้กำลังทหารเพื่อเปิดช่องแคบ โดยเสนอแนะให้ประเทศที่พึ่งพาน้ำมันดิบจากเส้นทางนี้ดำเนินการจัดการด้วยตนเอง. ทางด้านสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ยื่นเรื่องต่อสหประชาชาติเพื่อขออำนาจในการใช้กำลังทหารเปิดเส้นทาง. ขณะเดียวกัน สหราชอาณาจักรเตรียมจัดการประชุมหารือร่วมกับ 35 ประเทศเพื่อหาทางออกด้านการทูตและการเมือง.
• น้ำมันและทองคำ: ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 108 - 109 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากความไม่แน่นอนของการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ. ในขณะที่ราคาทองคำ Spot ปรับตัวลดลงกว่า 4.3% มาอยู่ที่ระดับประมาณ 4,605 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เนื่องจากนักลงทุนเทขายเพื่อรักษาสภาพคล่องและกังวลว่าธนาคารกลางอาจยังคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ.
• ธนาคารกลางจีน: ข้อมูลปัจจุบันไม่มีการระบุถึงการที่ธนาคารกลางจีนดึงสภาพคล่องออกจากระบบ อย่างไรก็ตาม มีรายงานเชิงบวกว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของจีนปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 52.3 ในเดือนมีนาคม สะท้อนถึงการเติบโตของคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงาน.
• ETF โลหะมีค่าและการเข้าซื้อทองคำ: สถานการณ์ปัจจุบันค่อนข้างแตกต่างจากที่คาดการณ์ไว้แต่เดิม เนื่องจากนักลงทุนกำลังเทขายทองคำและเงิน (Silver) อย่างมีนัยสำคัญเพื่อชดเชยผลขาดทุนในสินทรัพย์อื่น. ราคาทองคำได้ปรับตัวลดลงมาแล้วประมาณ 11-12% ตั้งแต่เริ่มเกิดสงคราม
ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจและ Event ที่สำคัญในวันที่ 3 เม.ย. มีรายละเอียดดังนี้:
ประเทศจีน (CH)
• RatingDog China PMI Composite (ประจำเดือน มี.ค.): ยังไม่มีตัวเลขคาดการณ์ออกมา ส่วนค่าเดิม (Prior) อยู่ที่ 55.4
สหรัฐอเมริกา (US)
• Change in Nonfarm Payrolls (การจ้างงานนอกภาคเกษตร ประจำเดือน มี.ค.): คาดการณ์ (Surv) อยู่ที่ 53.71k เทียบกับค่าเดิมที่ -92k
• Average Hourly Earnings MoM (รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงเทียบรายเดือน ประจำเดือน มี.ค.): คาดการณ์อยู่ที่ 0.36% เทียบกับค่าเดิมที่ 0.40%
• Unemployment Rate (อัตราการว่างงาน ประจำเดือน มี.ค.): คาดการณ์อยู่ที่ 0.0443 (หรือประมาณ 4.43%) เทียบกับค่าเดิมที่ 4.40%
Strategy
• ตลาดให้น้ำหนักกับสงครามที่อาจจบไม่เร็วอย่างที่ผู้นำสหรัฐฯพูดไปเมื่อวานนี้(2 เม.ย.) ความกังวลด้าน supply shock ยังมีอยู่ ทำให้เรายังมองว่า การมี PTTEP อยู่ในพอร์ตจะลดความเสี่ยงใน่สวนนั้นได้อยู่ ส่วนหุ้น most active ตัวอื่นๆ อาทิ GULF*, ADVANC*, TRUE*, CPALL, BDMS* หรือหุ้นที่ราคาลงมาลึกๆ บางตัวยังน่าสนใจ เราคัดเหลือ GLOBAL*, HMPRO* ที่มีโอกาสได้อานิสงค์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
• หุ้นในพอร์ตแนะนำ: เรานำ CPALL, BDMS ออก และนำ CPF* เข้ามาแทน หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย CPF*10%), DELTA*(10%), AOT(10%), PTTEP(20%), KTB(10%), SCB(10%), ADVANC*(10%)
Technical : BLA, BTG
News Flash:
( + ) AURA (ซื้อ/เป้า 21.00 บาท) เปิดแผน 3 ปี ตั้งเป้าหมายปี 2028E กำไร 2.0-2.5 พันล้านบาท
( + ) PLANB (ซื้อ/เป้า 5.50 บาท) ร่วมมือกับ JAS ทำ Sport Marketing ครบวงจรของ Volleyball World 7 ปี
Company Update:
( - ) CBG (ซื้อ/ปรับเป้าลงเป็น 44.00 บาท) สงครามยืดเยื้อกดดันต้นทุน แต่ Valuation น่าสนใจ