News Flash
- US-อิหร่านกลับมาโจมตีกันอีกครั้ง หลังจากมีรายงานว่าอิหร่านได้ทำการโจมตีเรือที่พยายามแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เมื่อวันที่ 7 ก.ค.2026 สหรัฐอเมริกา (US) ได้ยกเลิกการยกเว้น (waiver) ที่อนุญาตให้อิหร่านส่งออกน้ำมันและทำการโจมตีอิหร่านอย่างต่อเนื่องโดยให้เหตุผลว่าความพยายามในการปิด Strait of Hormuz จะนำไปสู่การตอบโต้ทางทหาร ทั้งนี้ ปัจจุบัน ทั้งสองฝ่ายได้ประกาศล้มเลิกข้อตกลงยุติสงครามแล้ว
- รัสเซียประกาศห้ามการส่งออกน้ำมันดีเซล วานนี้ รัสเซียได้ประกาศห้ามการส่งออกน้ำมันดีเซลจนถึงวันที่ 31 ก.ค.2026 เพื่อความมั่นคงของอุปทานภายในประเทศ หลังจากที่การโจมตีด้วยโดรนอย่างต่อเนื่องของยูเครนต่อโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันเบนซินและราคาพุ่งสูงขึ้น ทั้งนี้ การส่งออกน้ำมันดีเซลและ gasoil ทางทะเลของรัสเซียปรับตัวลดลงอย่างหนักในเดือน มิ.ย.2026 โดยดิ่งลง 39% MoM มาอยู่ที่ระดับประมาณ 1.8 ล้านตัน (mt) และลดลง 46% YoY
- EPPO ประกาศลด Ex-refinery price เป็นระยะเวลา 21 วัน วานนี้ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (EPPO) ได้อาศัยอำนาจพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 และค่ำสั่งนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ประกาศปรับลดราคา ณ โรงกลั่น (Ex-refinery price) สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วลง 1.4 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 9 ก.ค.2026-29 ก.ค.2026 (ที่มา: Reuters, Bloomberg, Energy News Center)
Implication
- เรามีมุมมองบวกต่อแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในระยะสั้น เรามองว่าข่าวการกลับมาโจมตีกันระหว่าง US และอิหร่าน เพิ่มความเป็นไปได้ที่ Strait of Hormuz จะกลับมาปิดอีกครั้ง ขณะที่ การห้ามการส่งออกน้ำมันดีเซลของรัสเซียจะทำให้อุปทานโลกตึงตัวมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ วานนีน้ ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ Brent ปิดบวก +5.2% เป็น USD78.0/bbl โดยเรายังคงสมมติฐานราคาน้ำมันดูไบเฉลี่ยปี 2026E ที่ USD85.0/bbl
- Policy risk ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เรามองว่าประกาศของ EPPO แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านโยบาย (policy risk) ที่กลับมาเป็นปัจจัยกดดันการดำเนินงานของกลุ่มโรงกลั่น อย่างไรก็ดี เราประเมินว่าการประกาศรอบนี้ที่ประมาณ 1.5-2.0 พันล้านบาท ยังมีผลกระทบน้อยกว่าครั้งที่แล้ว (ประมาณ 7.0-8.0 พันล้านบาท) จากขนาดและระยะเวลาที่สั้นกว่า
เรายังคงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” สำหรับกลุ่มพลังงาน เราคาดว่าหุ้นน้ำมันต้นน้ำจะได้ประโยชน์จากข่าวนี้มากที่สุด ขณะเดียวกัน แม้เรามองว่ากลุ่มโรงกลั่นจะได้ประโยชน์จากอุปทานผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ตึงตัวมากขึ้น แต่เราเห็นถึงความเสี่ยงที่สูงขึ้นที่ policy risk จะเป็นปัจจัยกดดันราคาหุ้น เราจึงชอบ PTTEP (ซื้อ/เป้า 180.00 บาท) มากที่สุด ขณะที่ มีคำแนะนำสำหรับหุ้นโรงกลั่น ดังนี้ TOP (ซื้อ/เป้า 55.00 บาท), SPRC (ซื้อ/เป้า 8.50 บาท) และ BCP (ซื้อ/เป้า 40.00 บาท)