|
News Flash
-
รัฐบาลรุกแผนกองทุนภัยพิบัติ นำร่องซื้อประกัน '1.55 หมื่นล้าน' รัฐบาล ลุยแผนตั้งกองทุนภัยพิบัติ รับมือภัยธรรมชาติเชิงรุก ลดภาระงบเยียวยา ครม.สัญจร นำร่องรัฐซื้อประกันภัยพิบัติประชาชน 30 ล้านครัวเรือน งบ 15,500 ล้านบาทต่อปี คุ้มครองประมาณ 75,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ตัวเลขการใช้จ่ายเยียวยาภัยพิบัติที่ผ่านมาปีละ 40,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลตั้งเกณฑ์ชดเชย 3 กรณี
1. กรณีอุทกภัย ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 10,000 บาทต่อครั้งต่อ หลังคาเรือน
2. กรณีวาตภัยหรือแผ่นดินไหว ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 5,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง วงเงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้ง ต่อหลังคาเรือน
3. กรณีเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ภายใต้การคุ้มครอง กำหนดจ่ายเงิน ผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาท (ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ)
Implication
-
เรามองเป็น sentiment เชิงบวกต่อกลุ่มธนาคารจากประเด็นข่าวดังกล่าว (นอกเหนือจากบริษัทประกัยภัยที่ได้ประโยชน์โดยตรงอย่าง TIPH, BKIH, MTI) โดยเฉพาะธนาคารที่มีธุรกิจประกันภัย เพราะจะได้ประโยชน์จากการขายประกันภัยได้มากขึ้น โดยหุ้นที่จะได้รับประโยชน์เรียงจากมากไปน้อยคือ TCAP, BBL, KBANK, KTB โดยอ้างอิงจากสัดส่วนการถือหุ้นและการรับรู้กำไร ดังนี้
- TCAP ถือธนชาตประกันภัยที่ 89.96% และมีกำไรสุทธิ 1H26 อยู่ที่ 888 ล้านบาท
- BBL ถือ BKIH ที่ 9.9% และมีกำไรสุทธิ 1H26 อยู่ที่ 2,373 ล้านบาท
- KBANK ถือ MTG ผ่าน MTI ซึ่งถือที่ 20% และมีกำไรสุทธิ 1H26 อยู่ที่ 664 ล้านบาท
- KTB ถือ KPI ที่ 45% และมีกำไรสุทธิ 1H26 อยู่ที่ 107 ล้านบาท
เรายังคงน้ำหนักการลงทุนของกลุ่มธนาคารเป็น “มากกว่าตลาด” เพราะแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลงได้จบรอบไปแล้ว ประกอบกับมีอัตราเงินปันผลเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ราว 6% สูงกว่าอัตราปันผลเฉลี่ยของตลาดหุ้นที่ 3% รวมถึง valuation ยังไม่แพง โดยซื้อขายที่ระดับเพียง 0.98x PBV (-0.25SD below 10-yr average PBV) โดยเรา เลือก KTB และ KBANK เป็น Top pick ขณะที่ TCAP จะได้รับ sentiment เชิงบวกจากประเด็นข่าวนี้มากที่สุด
|