News Flash
ก.คมนาคมคาดเริ่มเจรจาซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า 1 พ.ค. และตั้งเป้าเริ่มใช้ตั๋วร่วม 2027E นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2026 กระทรวงคมนาคมจะเริ่มกระบวนการเจรจากับเอกชน 2 รายที่รับสัมปทานโครงการรถไฟฟ้า คือ BTS และ BEM เพื่อดำเนินการซื้อคืนสัมปทานโครงการรถไฟฟ้า ตามนโยบายรวมศูนย์การบริหารจัดการระบบรถไฟฟ้าแบบองค์รวม หรือ Single Ownership ด้วยการรวมโครงการรถไฟฟ้าทุกสายทางมาให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแล เพื่อให้ทุกโครงการอยู่ภายใต้นโยบายเดียวกันและสามารถใช้ตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วมที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้ ส่วนอัตราค่าโดยสารร่วมที่เหมาะสมซึ่งอาจจัดเก็บแบบเท่ากันทุกสายทางในอัตราเหมาจ่าย 40 บาทต่อวัน หรือจัดเก็บแบ่งเป็นโซน โดยมีอัตราเหมาจ่ายรายวัน 3 อัตรา คือ 40 บาท 50 บาท และ 60 บาทนั้น ขณะนี้ รฟม. กับกรมการขนส่งทางราง (ขร.) อยู่ระหว่างการหารือ ขณะที่ปัจจุบัน พ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ และ พ.ร.บ.ขนส่งทางราง ประกาศใช้แล้วและอยู่ระหว่างจัดทำกฎหมายลูกประกอบ ซึ่งจะเร่งนำกฎหมายลูกเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)
นอกจากนี้แหล่งข่าวในวงการระบบขนส่งมวลชน เปิดเผยว่ารัฐบาลมีแนวคิดในการซื้อคืนโครงการรถไฟฟ้าที่อยู่ภายใต้สัมปทานของภาคเอกชน โดยประเมินกรอบงบประมาณไว้ราว 2 แสนล้านบาท ครอบคลุม 4 สายหลัก ได้แก่ สายสีเขียว สีชมพู สีเหลือง และสีน้ำเงิน ขณะที่ในด้านกลไกการจัดหาเงิน รัฐบาลมีแนวทางหลัก 2 รูปแบบ ได้แก่ การจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) เพื่อระดมทุนจากนักลงทุน หรือ การบันทึกภาระหนี้ไว้ก่อน แล้วทยอยชำระคืนให้เอกชนผ่านรายได้จากการเดินรถในระยะยาว
(ที่มา: ข่าวหุ้น)
Implication
เรามีมุมมองเป็นกลางต่อประเด็นดังกล่าว โดยหากอิงจากรายละเอียดข่าวก่อนหน้านี้ที่รัฐจะมีการเจรจากับเอกชนและแก้ไขสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าจากเดิม PPP Net Cost เป็น PPP Gross Cost ระยะเวลา 30 ปี เบื้องต้นเราประเมินมูลค่าสัญญาใหม่ดังกล่าว และสุทธิกับมูลค่าสัมปทานที่คงเหลือปัจจุบัน จะเป็น upside ราคาเป้าหมาย BEM และ BTS ราว 2-3 บาท/หุ้น อย่างไรก็ตามสำหรับมูลค่าการซื้อคืนสัมปทานและสัญญาใหม่ปัจจุบันยังต้องรอการเจรจาและยังไม่ได้ข้อสรุป ซึ่งเราเชื่อว่าการเจรจายังต้องใช้เวลา
ทั้งนี้กลุ่ม Ground Transport เราคงน้ำหนัก “Underweight” จากแนวโน้มผู้ใช้บริการ 1H26E ชะลอจากปัจจัยฤดูกาล สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจกดดันปริมาณนักท่องเที่ยวระยะสั้น รวมถึงการทยอยประกาศใช้มาตรการ Work from home ของหน่วยงานต่างๆ ตามนโยบายประหยัดพลังงาน ขณะที่ยังมี overhang จากมาตรการค่าโดยสารและซื้อคืนสัมปทานที่ยังต้องรอรายละเอียดการเจรจา