logo
search
flag-th
share-icon

หุ้นที่กระทบจากสงครามอิสราเอล-อิหร่าน

News Flash

q ความพยายามในการเปลี่ยนระบอบการปกครองของอิหร่านเริ่มขึ้นแล้ว เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2026 ที่ผ่านมา มีรายงานว่าสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้เริ่มปฏิบัติการร่วม Epic Fury/Roaring Lion โดยการโจมตีทางอากาศและขีปนาวุธต่อเป้าหมายภายในอิหร่านซึ่งเป็นการยกระดับปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย.2025 ทั้งนี้ การโจมตีรอบนี้ส่งผลให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่านและผู้นำระดับสูงหลายคนเสียชีวิต รวมถึง ผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) อดีตประธานาธิบดี และ เสนาธิการทหารบก

q อิหร่านตอบโต้ไปหลายประเทศ; ความเสี่ยง Hormuz ถูกปิดสูงขึ้น เพื่อเป็นการตอบโต้การโจมตีร่วมของ US และอิสราเอล กองกำลังกองพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธพิสัยกลางและโดรนจำนวนมากใส่อิสราเอล นอกจากนั้น อิหร่านยังยิงขีปนาวุธไปยังฐานทัพและจุดยุทธศาสตร์ของ US ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันอิหร่านประกาศว่าไม่มีความตั้งใจที่จะปิด Strait of Hormuz (จุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่มีปริมาณน้ำมันดิบและ LNG ประมาณ 20% ของการค้าทางทะเลโลกไฟลผ่านทุกวัน) แต่ล่าสุด (วันที่ 1 มี.ค.2026) มีรายงานว่ามีเรือขนส่ง 3 ลำถูกโจมตีนอกชายฝั่งใกล้กับ Strate of Hormuz ทำให้เรือแทงเกอร์มากกว่า 150 ลำ (ทั้งน้ำมันและ LNG) ได้ทอดสมอในน่านน้ำเปิดของอ่าวเปอร์เซียเลย Strait of Hormuz ไป

q ราคาพลังงานสูงขึ้นที่สุดในรอบ 10 เดือน ช่วงเช้าวันจันทร์ ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวสูงอยู่ในช่วง USD78.0/bbl-USD80.0/bbl จาก USD72.5/bbl ในวันศุกร์ที่ผ่านมา (Source: Aljazeera, Reuters, Bloomberg, CNN)

Implication

q เรามีมุมมองเป็นบวกต่อแนวโน้มราคาพลังงานในระยะสั้น เราเชื่อว่ามีโอกาสที่สงครามจะคงอยู่อย่างน้อย 2-4 เดือน แม้ว่าผู้นำสูงสุดและผู้นำระดับสูงของอิหร่านจะโดนสังหารแล้ว แต่กองกำลังทหารยังสามารถต่อสู้ได้อยู่ อีกทั้ง การโจมตีจาก US และอิสราเอลน่าจะเป็นการโจมตีระยะไกลเท่านั้น ไม่มีการส่งกองกำลังทหารพื้นราบ นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงขาขึ้น (upside risk) จากความเป็นไปได้ที่ Strait of Hormuz จะถูกปิด ทั้งนี้ ในสถานการณ์กรณีฐาน (base case scenario) ของเรา (2-4 เดือน) เราเชื่อว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในปี 2026E จะอยู่ในช่วง USD65/bbl-USD75/bbl โดยแนวโน้มน้ำมันจะพุ่งขึ้นสูงในตอนแรก (USD80/bbl-USD90/bbl) ก่อนจะทยอยปรับตัวลงมา อย่างไรก็ดี ในเบื้องต้นเรายังประมาณการสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยของเราไว้ที่ USD67/bbl

มองเป็นบวกต่อกลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น คาดราคาพลังงานต้นน้ำที่น่าจะสูงขึ้นจะส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน (โดยเฉพาะพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น)

(+) กลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น: เราเชื่อว่า PTTEP จะได้ประโยชน์จากราคาขายน้ำมันเฉลี่ย (liquid ASP) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ โรงกลั่นน่าจะได้แรงหนุนจากกำไรจากสต๊อก (stock gain) ที่สูงขึ้นและอาจรวมถึงส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์และราคาน้ำมันดิบ (crack spread) ที่ดีขึ้น ทั้งนี้ เราแนะนำ PTTEP (ถือ/เป้า 120.00 บาท), BCP (ซื้อ/เป้า 40.00 บาท), TOP (ถือ/เป้า 50.00 บาท), และ SPRC (ถือ/เป้า 7.50 บาท)

q Sector/หุ้น ที่จะได้รับผลกระทบเชิงลบ ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้า, สายการบิน, ท่องเที่ยว, ปิโตรเคมี, ค้าปลีกน้ำมัน, กลุ่มส่งออก และรับเหมาก่อสร้าง

(-) กลุ่มโรงไฟฟ้า: มีโอกาสที่ราคาก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น แต่ค่า Ft ไม่สามารถปรับสะท้อนได้จากความพยายามควบคุมค่าไฟฟ้าจากภาครัฐ เป็น negative sentiment ต่อโรงไฟฟ้า SPP โดยเรียงลำดับจากหุ้นที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากมากไปน้อยคือ GPSC, BGRIM, GULF

(-) กลุ่มสายการบิน: เรามองว่าหุ้นกลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจคิดเป็นประมาณ 30%-40% จากรายได้รวม และอาจทำให้จำนวนผู้โดยสารลดลง หุ้นที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ THAI, BA, AAV

(-) กลุ่มท่องเที่ยว: ได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวจาก Middle East และยุโรปมีความเสี่ยงลดลง โดย 2025 มีสัดส่วนที่ 2.3% และ 25% ของนักท่องเที่ยวรวม ตามลำดับ หุ้นที่ได้รับ negative sentiment คือ CENTEL (ซื้อ/เป้า 42.00 บาท) มีโรงแรมที่ดูไบ สัดส่วนกำไรราว 10%, MINT (ซื้อ/เป้า 31.00 บาท) มีสัดส่วนรายได้โรงแรมที่ยุโรปราว 60%, ERW (ซื้อ/เป้า 3.80 บาท) และ SHR (ซื้อ/เป้า 2.60 บาท) มีสัดส่วนนักท่องเที่ยว Middle East ราว 7-8% ของ Room revenues

(-) กลุ่มปิโตรเคมี: เรามองว่าหุ้นในกลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบจากราคาต้นทุนวัตถุดิบ (feedstock) ที่สูงขึ้น ในขณะที่ ราคาขายยังมีปัจจัยกดดันจากแนวโน้มอุปสงค์ที่อ่อนแออยู่ ทั้งนี้ เราแนะนำ SCC (ขาย/เป้า 165.00 บาท), PTTGC (ถือ/เป้า 25.00 บาท), และ IVL (ซื้อ/เป้า 19.00 บาท)

(-) กลุ่มค้าปลีกน้ำมัน: ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นมีโอกาสกดดันค่าการตลาด อย่างไรก็ดี ผลกระทบเชิงลบอาจจะถูกลดทอนด้วยความจริงที่ว่าสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (oil fuel fund) มีความแข็งแกร่งมากขึ้นแล้ว ทั้งนี้ หุ้นที่ได้รับ negative sentiment คือ OR (ซื้อ/เป้า 18.00 บาท) และ PTG (ซื้อ/เป้า 11.50 บาท)

(-) กลุ่มส่งออก: ได้รับผลกระทบจากการส่งออกไปตะวันออกกลาง รวมถึงค่าขนส่งโดยรวมอาจสูงขึ้น โดย SAPPE (ถือ/เป้า 32.00 บาท) ได้รับผลกระทบมากสุดจากสัดส่วนรายได้ Middle East & Others อยู่ที่ 10% รองลงมาเป็น AAI (ถือ/เป้า 4.50 บาท) มีโอกาสได้รับผลกระทบมากสุดเนื่องจากมีสัดส่วนรายได้ไปตะวันออกกลางราว 7% ขณะที่หุ้นอื่นๆ ที่อาจได้รับ negative sentiment ได้แก่ TU (ซื้อ/เป้า 14.00 บาท), ITC (ซื้อ/เป้า 20.00 บาท)

(-) กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง: ได้รับผลกระทบจากแนวโน้มราคาน้ำมันสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนน้ำมันคิดเป็นราว 1-2%

 

กลับสู่ด้านบน

combo-icon
certified

บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

DAOL Contact Center 1538 กด 1contactcenter@daol.co.th

DAOL Contact Center Address เลขที่ 87/2 อาคารซีอาร์ซีทาวเวอร์ ชั้นที่ 18 ออลซีซั่นส์เพลส ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

 

  TradingView   Facebook YouTube LINE TikTok

logo

and our member companies

บริษัทหลักทรัพย์บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรีท แมเนจเมนท์บริการสินเชื่อ

©2026 บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) สงวนลิขสิทธิ์