SET Outlook
ตลาดโลกกลับมากังวล Trump ขู่ใช้มาตรการภาษีกับยุโรป จะลดผลบวกของตลาดหุ้นไทยที่ฟื้นตัว อย่างก็ตาม ประเมินว่าในสัปดาห์นี้ ดัชนีฯ มีโอกาสกลับขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 1,281 จุด (ซึ่งเป็นจุดที่เคยทดสอบมาแล้ว 3 รอบ) หากผ่านได้จะมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้แรงกว่าครั้งก่อนๆ เนื่องจากรอบนี้แรงซื้อกระจายตัวไปยังหุ้นกลุ่มอื่นๆ มากขึ้น ไม่ได้กระจุกตัวเพียงแค่หุ้น DELTA หรือกลุ่มธนาคารเหมือนที่ผ่านมา
ปัจจัยในประเทศ
• การเมืองไทย: เส้นตายวันนี้ 19 ม.ค. ทุกพรรคการเมืองนำส่งนโยบายหาเสียงสำหรับการเลือกตั้ง 2569 ซึ่งคาดว่ากกต. นำประกาศนโยบายต่างๆ สู่สาธารณะไม่นานจากนี้ ความชัดเจนของการเมืองมีมากขึ้น บรรยากาศหาเสียงดุเดือด ปัจจัยทางการเมืองจะเป็นปัจจัยหลักของประเทศไทยที่ต้องจับตาดู
• ค่าเงินบาท: ปิดตลาดเย็นวันที่ 16 ม.ค. ที่ระดับ 31.38 บาท/ดอลลาร์ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากช่วงเช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 31.41 บาท/ดอลลาร์ ปัจจัยหลักมาจากการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) โดยเฉพาะในตลาดหุ้นไทย
• Fund Flow: ปิดสัปดาห์ (16 ม.ค.) นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ 3,353 ล้านบาท (SET+MAI) ส่วนตลาดตราสารหนี้ ซื้อสุทธิ 1,128 ล้านบาท ค่าเงินบาทปิดตลาดอยู่ที่ระดับ 31.38 บาท/ดอลลาร์
• สัปดาห์นี้ หุ้นธนาคารจะรายงานกำไรครบทุกแห่ง จับตาดูการตั้งสำรอง (4q มักจะมีตัวเลขที่สูงกว่าไตรมาสอื่นๆ) และแนวโน้มกำไรจากงาน Analyst Meeting ทั้งนี้ DAOL คาดกำไรหุ้นธนาคาร 7 แห่ง ที่จัดทำบทวิเคราะห์ ไว้ที่ 5.0 หมื่นล้านบาท -2.6%yoy; -18.5%qoq
ปัจจัยต่างประเทศ:
• ทรัมป์ ประกาศขู่จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศพันธมิตรยุโรป 8 ประเทศ (เดนมาร์ก, นอร์เวย์, สวีเดน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์, ฟินแลนด์, อังกฤษ) เพิ่มอีก 10% เริ่ม 1 ก.พ. และเพิ่มเป็น 25% ในวันที่ 1 มิ.ย. หากสหรัฐฯ ไม่ได้รับอนุญาตให้ซื้อเกาะกรีนแลนด์ ขณะที่ยุโรปตอบโต้ด้วยการเตรียมขึ้นภาษีมูลค่า 9.3 หมื่นล้านยูโรกับสหรัฐฯ …. ข่าวนี้เป็นลบต่อตลาดโลกเช้านี้ และเป็นที่สนใจของนักลงทุน ว่าสหรัฐฯ จะจบเรื่องกรีนแลนด์ได้ในแบบใด ถ้าไม่มีการใช้กำลังทางทหาร หรือจบด้วยดี ตลาดจะคลายความกังวลลง (เหมือนกรณีของอิหร่านที่ดีขึ้นแล้ว)
• ตลาดให้ความสำคัญกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) รวมถึงการประชุม World Economic Forum (WEF) 19-23 ม.ค. ที่เมืองดาวอส ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ มีกำหนดจะกล่าวสุนทรพจน์ที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินโลกและทิศทางอัตราดอกเบี้ย
• ศาลฎีกาสหรัฐฯ นัดพิจารณาคดีในวันที่ 21 ม.ค. 69 กรณีทรัมป์พยายามปลด ลิซา คุก ผู้ว่าการ Fed ซึ่งตลาดมองว่าเป็นการแทรกแซงความเป็นอิสระของ Fed โดยได้มีการโต้แย้งมาก่อนหนี้การปลด ลิซา คุก ไม่อยู่ในอำนาจที่ประธานาธิบดีจะทำได้ ทั้งนี้ ลิซา คุก ยังคงปฏิบัติกรรมการ Fed ดังเดิม รอเพียงศาลวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ
• ค่าเงินเยน: ค่าเงินเยนผันผวนอย่างหนักหลังการประกาศควบรวมพรรคฝ่ายค้านใหม่ของญี่ปุ่น (พรรค CDP และพรรคโคเมโตะรวมตัวเป็น Centrist Reform Alliance) ชูนโยบายลดภาษีการขายและแก้ปัญหาเงินเยนอ่อนค่า ในการการเลือกตั้งญี่ปุ่นที่จะมาถึง นักลงทุนกำลังเฝ้าระวังการแทรกแซงตลาดจากรัฐบาลญี่ปุ่นและการประชุม BOJ ในสัปดาห์หน้า (22-23)
• ญี่ปุ่นเตรียมขาย ETF: ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เตรียมเริ่มระบายกองทุน ETF ที่ถือครองอยู่ตั้งแต่วันที่ 19 ม.ค.นี้ โดยตั้งเป้าขายปีละ 3.3 แสนล้านเยน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการนานถึง 112 ปีเพื่อให้มีผลกระทบต่อตลาดน้อยที่สุด การขายกองทุน ETF คาดว่าจะสร้างกำไรส่วนเกินในปีแรกราว 1.4 ล้านล้านเยน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลญี่ปุ่นได้
• จีน-แคนาดา: แคนาดาและจีนเริ่มฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการค้าด้วยการลดภาษีนำเข้าน้ำมันเรพซีด (น้ำมันพืชชนิดหนึ่ง) และรถยนต์ไฟฟ้า หลังจากที่เกิดความตึงเครียดและกำแพงภาษีมาอย่างยาวนาน ข้อตกลงนี้ช่วยระบายสินค้าเกษตรของแคนาดาที่ล้นตลาด ขณะที่จีนสามารถขยายตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเข้าสู่แคนาดาได้ภายใต้อัตราภาษีที่ลดต่ำลงเหลือ 6%.
ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event
• 19 ม.ค.: CH-GDP YoY งวด 4Q
• 19 ม.ค.: CH-Retail Sales YoY
• 19 ม.ค.: EC-CPI, Core CPI YoY
• 21 ม.ค.: TH-Car Sales งวด ธ.ค
• 22 ม.ค.: JN-Exports YoY งวด ธ.ค
• 22 ม.ค.: US-GDP Annualized QoQ
• 22 ม.ค.: US-Initial Jobless Claims
• 22 ม.ค.: US-PCE, Core PCE Price Index
• 23 ม.ค.: JN-BOJ Target Rate
Strategy
• แม้จะกังวลในเรื่องของปัญหาเกาะกรีนแลนด์ แต่ดัชนีฯ ยังมีโอกาสกลับขึ้นทดสอบจุดวัดใจอีกครั้งที่ 1281 จุด จากการที่แรงซื้อหุ้นไม่ได้กระจุกตัวเพียงหุ้น DELTA หรือหุ้นธนาคาร แต่มาด้วยหุ้นกลุ่มอื่นๆ โอกาสขึ้นแรงจึงมีมากกว่าครั้งก่อนๆ
• สัปดาห์นี้ เรายังให้ความสนใจทั้งหุ้นที่เป็น laggard play และหุ้นที่แรงขับเคลื่อนจากกำไรที่จะออกมาดี ได้แก่ กลุ่มปิโตรเคมี (IVL) ที่รับข่าวมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีน กลุ่มสื่อสาร (ADVANC*, TRUE*) ที่มีแนวโน้มกำไรเติบโต และ กลุ่มค้าปลีก (CPAXT, CRC, HMPRO, GLOBAL) ที่ราคายัง Laggard
• หุ้นในพอร์ตแนะนำ: เรานำ GLOBAL, SCB เข้ามาในพอร์ต หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย GLOBAL(10%), SCB(10%), IVL(20%), BDMS*(10%), TTB(10%), ADVANC*(10%)
Technical : KKP, PTTGC
News Comment:
( 0 ) BTS (ถือ/เป้า 4.00 บาท), STECON (ซื้อ/เป้า 10.00 บาท) กลุ่ม BGSR แจ้งเปิดใช้ M81 เต็มรูปแบบตั้งแต่ 16 ม.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่ M6 คาดการณ์เปิดปีนี้
( 0 ) AAV (ขาย/เป้า 1.05 บาท) จับตาอาจประกาศ tender offer สัปดาห์นี้, มีโอกาสรวม AAV และ Thai AirAsiaX ต่อไป
Company Update:
( 0 ) HMPRO (ถือ/เป้า 7.30 บาท) 2026E กำไรฟื้นช้า SSSG ยังติดลบ รอแรงหนุนเชิงนโยบายภาครัฐ
( - ) TU (ซื้อ/เป้า 14.00 บาท) กำไรปกติ 4Q25E ชะลอตัว กดดันจากบาทแข็ง