SET Outlook
มีโอกาสเดินหน้าต่อ ในลักษณะของการ rebound หลังปรับตัวลงมากมาก โดยปัจจัยสนับสนุนมาจากการที่ดัชนีฯ ปรับตัวขึ้นในวันก่อนหน้า (+1.28%) และมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ ตัวแปรที่ชี้นำตลาดจะเป็น ทิศทางหุ้น Tech ทั่วโลก และประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ เช่น แผนสันติภาพของรัสเซีย-ยูเครน หากไม่มีข่าวร้ายมากดดัน ดัชนีฯ มีโอกาสกลับไปที่ 1280 จุด อีกครั้ง
ปัจจัยในประเทศ
• การค้าประเทศไทย: การส่งออกไทยในเดือน ต.ค. 68 ขยายตัว 5.7% ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 19% เนื่องจากก่อนหน้านี้ไทยเร่งส่งออกไปปริมาณมาก ส่วนการนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้น 16.3% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 3,436.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สนค. คาดการณ์การส่งออกปี 68 จะขยายตัวได้ในช่วง 10.7- 11.4% ปัจัยกดดันหลัด คือ ค่าเงินบาทที่อาจแข็งค่าขึ้น ในช่วงปลายปี ปริมาณสินค้าเกษตรลดลงจากน้ำท่วม และการแข่งขันในตลาดโลกสูงขึ้น
• สถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่: ไทยได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างเนื่องจากฝนตกหนักต่อเนื่อง สถานการณ์ล่าสุดน้ำท่วมน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ของจังหวัดภาคใต้ รัฐบาลยกระดับการรับมือแล้ว ประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 8 แสนครัวเรือน สถานการณ์น้ำท่วมดังกล่าวส่งผลกระทบผลผลิตทางการเกษตรสำคัญ เช่น ยางและน้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกของไทย
• Fund Flow/เงินบาท: นักลงทุนต่างชาติมีสถานะ ซื้อสุทธิ 1,552 ล้านบาท ในตลาดหุ้นไทย (SET+MAI) ในขณะที่ตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติมีสถานะ ขายสุทธิ 1,804 ล้านบาท (NET OUTFLOW) ค่าเงินบาทปิดที่ 32.30 บาท/ดอลลาร์ และแข็งค่าเล็กน้อย โดยเงินบาทได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้า
ปัจจัยต่างประเทศ:
• แผนสันติภาพยูเครน-รัสเซีย: แผนสันติภาพเดิม 28 ข้อ ถูกปรับลดเหลือ 19 ข้อ หลังการจัดทำร่างใหม่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ยูเครนในการหารือที่นครเจนีวา โดยข้อกำหนดที่ถูกนำออกจะเกี่ยวข้องกับการยอมสละพื้นที่บางส่วนและไม่เข้าร่วมนาโตของยูเครน ด้านผู้นำยูเครนดูเหมือนจะยอมรับข้อตกลงดังกล่าว แต่ฝั่งรัสเซียเหมือนจะไม่เห็นด้วยกับแผนฉบับปรับปรุง ความขัดแย้งดังกล่าวเป็นลบต่อราคาน้ำมัน ราคาน้ำมันดิบ Brent ล่าสุด $61 ต่อบาร์เรล......เรามองว่า เป็นเรื่องใหญ่ของสัปดาห์นี้ รองจากข่าวความกังวลต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจาก การยุติสงครามตามแผนนี้ รัสเซียได้เปรียบ(จบง่ายกว่า) และการยุติสงคราม ดีต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะยุโรป และทิศทางเงินเฟ้อ(ลดลง)
• ตลาดมอง Kevin Hassett เป็นตัวเต็งประธาน Fed คนใหม่.... รายงานจากทำเนียบขาวระบุว่า Kevin Hassett (ผอ. National Economic Council) โผล่ขึ้นมาเป็น “ตัวเก็งอันดับต้น ๆ” สำหรับตำแหน่งประธาน Fed คนต่อไป ภาพนี้หนุนราคา Treasuries และกดดันดอลลาร์ เพราะโอกาสที่ Fed จะใช้นโยบายแบบผ่อนคลาย(ลดดอกเบี้ย) ถ้าท่านนี้เป็นประธาน Fed จะมีมากขึ้น
ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event
• US Ambassador to Thailand Robert Godec holds a meeting with Finance Minister Ekniti Nitithanprapas at 1pm.
• US-Initial Jobless Claims
Strategy
• ตลาด มีแรงฮึดไปต่อ หลัง MSCI rebalance และได้แรงซื้อหุ้น Tech ทั่วโลก แต่เรายังมองว่าดัชนีฯ จะไปไหนไกลๆได้ยาก ยกเว้นเสียแต่ว่าปัจจัยถ่วงจะคลี่คลาย สัปดาห์นี้ เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ว่าแค่พักตัวหรือลงต่อ
• กลยุทธ์: ดัชนีฯเริ่มกลับตัว และมีแนวโน้มจะยืนเหนือ 1250 จุด ไปอีกระยะหนึ่ง แนะเลือกหุ้นที่ราคาลงมามาก แต่กำไรดีๆ เป็นลำดับแรก
• หุ้นในพอร์ตแนะนำ: เรานำ MINT ออก และนำ CPN, DELTA*, ADVANC เข้ามาในพอร์ต หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย ADVANC(10%), CPN(10%), DELTA*(10%), GULF(10%), CPALL*(10%), MTC*(10%), SCB(10%)
Technical : STECON, ONSENS
News Flash:
( + ) Pet Food (Neutral), TU (ซื้อ/เป้า 14.00 บาท), GFPT (ซื้อ/เป้า 13.70 บาท), NER (ถือ/เป้า 4.70 บาท) ส่งออก ต.ค. 2025 ขยายตัวต่อเนื่อง MoM ตามฤดูกาล
( + ) Bank (Overweight) ราชกิจจาฯออกเกณฑ์ใหม่เรื่องซื้อหุ้นคืน โดยยกเลิกข้อบังคับที่ต้องรอ 6 เดือนก่อนเริ่ม buyback ใหม่
( 0 ) Tourism (Neutral) นักท่องเที่ยวล่าสุด +0.3% WoW จากอินเดียและรัสเซียเพิ่ม แต่มาเลเซียและจีนลด
( 0 ) Automotive (Underweight) ยอดผลิตรถยนต์ ต.ค.25 ปรับตัวดีขึ้น ส่วนใหญ่มาจาก BEV
Company Update:
( + ) CPAXT (ซื้อ/เป้า 23.00 บาท) กำไร 4Q25E และปี 2026E แนวโน้มดีขึ้น จากการขยายสาขาและ Lucky Frozen
( + ) CBG (ซื้อ/เป้า 56.00 บาท) คาดกำไร 4Q25E ฟื้นตัว QoQ, เรื่องดีๆยังมีอีกมากในปี 2026E