SET Outlook
ดัชนีฯ ยังคงผันผวนต่อ แม้ดัชนีภาพรวมจะดูเหมือนปรับตัวขึ้นแรง แต่เป็นการกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการขึ้นและลงของหุ้น DELTA ที่มีน้ำหนักต่อดัชนีฯ เกือบ 20% นักลงทุนยังคงชะลอการลงทุนเพื่อรอดูความชัดเจนจากปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะผลของการพบกันของสองผู้นำสหรัฐฯ-จีน และการประเมินท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ หลังตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ล่าสุดออกมาสูงกว่าคาด รวมถึงบริษัทจดทะเบียนต่างๆ ทยอยรายงานผลประกอบการในช่วง 2 วันสุดท้าย
ปัจจัยในประเทศ
• ความเคลื่อนไหวทางการเมืองและมาตรการเศรษฐกิจรัฐบาล: * นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งคำร้องของพรรคร่วมฝ่ายค้านไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยว่าการตรา พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท มีลักษณะขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่
• ทางด้านพรรคฝ่ายค้านนำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงคัดค้าน พ.ร.ก. ฉบับนี้ โดยมองว่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยงและความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ พร้อมเสนอให้รัฐบาลแก้ปัญหาผ่านการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเหลือลิตรละ 33 บาท หรือเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) จากกลุ่มบริษัทพลังงานแทนการกู้เงิน
• ธปท. เตือนรัฐบาล ไม่ให้ใช้มาตรการกระตุ้นการบริโภคในวงกว้าง โดยระบุว่าอาจจำกัดความยืดหยุ่นทางการคลัง เนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไป
• ผลประกอบการ 1Q-26: ตลาดหุ้นไทยเข้าสู่ช่วงสองวันสุดท้ายของการรายงานผลประกอบการงวด 1Q-26 ราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวตามงบที่ออกมา รวมถึงแนวโน้มไตรมาส 2/26 ที่จะเริ่มเห็นผลกระทบจากสงครามผ่านต้นทุนที่สูงขึ้น เราประเมินกำไร 1Q-26 ไว้ที่ 2.8 แสนล้านบาท (+3% YoY) โดยมีกลุ่มโรงกลั่นที่ทำกำไรโดดเด่น เช่น บมจ.ไทยออยล์ ที่กำไรไตรมาสแรกพุ่งขึ้นถึง 456% รับอานิสงส์ค่าการกลั่นและราคาน้ำมัน
• Fund Flow ตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ และเงินบาท: * ตลาดหุ้น: นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ 3,316 ล้านบาท (SET+MAI)
o ตลาดตราสารหนี้: นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 4,125 ล้านบาท ขณะที่
Yield พันธบัตรอายุ 5 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะ 1.55%
o ค่าเงินบาท: ปิดตลาดที่ 32.40 บาท/ดอลลาร์ เคลื่อนไหวในกรอบแคบ
คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวพรุ่งนี้ที่ 32.25 - 32.50 บาท/ดอลลาร์
ปัจจัยต่างประเทศ:
• ทิศทางราคาน้ำมันและสงคราม: สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะผันผวนมากขึ้นในปี 2026 เนื่องจากปริมาณสำรองน้ำมันทั่วโลกลดลงในอัตราที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางเริ่มต้น ท่ามกลางการปิดช่องแคบฮอร์มุซ อุปทานน้ำมันทั่วโลกลดลงเหลือ 95.1 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนเมษายน โดยการผลิตน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1990 ที่ 6.316 ล้านบาร์เรล/วัน
• ความกังวลด้านเงินเฟ้อสหรัฐฯ: กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานอัตราเงินเฟ้อ (Headline CPI) เดือน เม.ย. ปรับตัวขึ้น 3.8% (YoY) สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 3.7% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ พ.ค. 2566 หนุนโดยราคาพลังงานที่สูงขึ้น
• การพบกันของผู้นำสหรัฐฯ-จีน: ตลาดกำลังจับตาการพบกันระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ และ สี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่ง โดยครอบคลุมการเจรจาการค้า สงครามอิหร่าน ไต้หวัน และล่าสุด เจนเซน หวง (Nvidia) ได้เข้าร่วมการเยือนจีนในนาทีสุดท้าย
• มุมมองต่อตลาดหุ้นภูมิภาค: UBS และ Morgan Stanley แสดงความเห็นเชิงบวกต่อหุ้นจีนที่แข็งแกร่งกว่าคาด ขณะที่ตลาดหุ้นอินโดนีเซียปิดร่วงกว่า 2% หลัง MSCI ถอดหุ้นอินโดฯ ออกจากดัชนีครั้งใหญ่
• ตลาดหุ้นอินโดฯ ปิดร่วงกว่า 2% หลัง MSCI ถอดหุ้นอินโดฯ ออกจากดัชนีครั้งใหญ่
ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event
• US Initial Jobless Claims, Surv(M): --, Prior: 200k)
• US Retail Sales Advance MoM (Apr), Surv(M): 0.38%, Prior: 1.70%)
Strategy
• แม้ดัชนีฯจะได้อานิสงค์จากผลของการปรับน้ำหนักหุ้นของ MSCI ที่ออกมาแบบผิดคาด ทำให้ราคาหุ้นหลายตัววกตัวกลับคอนข้างแรงจนทำให้ดัชนีฯ บวกขึ้นไปถึง 33 จุด แต่หากตัดผลของการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้่น DELTA ออกไป ดัชนีฯ จะบวกเพียง 3 จุดเท่านั้น ทิศทางตลาดวันนี้ หากจะยืนยันการจบรอบการปรับฐาน ดัชนีฯ จะต้องรักษาโมเมนตัมบวกต่อจากวันก่อนให้ได้ และต้องเห็นแรงซื้อกระจายตัวไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ (Sector Rotation) อย่างชัดเจน
• กลยุทธ์: ยังแนะนำให้ ชะลอการลงทุน หรือเพียงเก็งกำไรช่วงสั้นๆ ในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว มีข่าวสนับสนุนชัดเจน (เช่น กลุ่มน้ำมันที่ได้ประโยชน์จากสงคราม) หรือหุ้นพื้นฐานดีที่ราคาปรับตัวลงมาลึกจนน่าสนใจ
• หุ้นในพอร์ตแนะนำ: เรานำ CPF* ออก และนำ GUNKUL*, CPALL, PTTEP เข้ามาในพอร์ต หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย: GUNKUL*(10%), CPALL(10%), PTTEP(10%), GULF*(10%), TRUE*(10%), KTB (10%), SCB (10%), ADVANC* (10%)
Technical : ITC, TFG
Results Review:
( + ) OSP (ซื้อ/เป้า 20.00 บาท) กำไรปกติ 1Q26 ATH จาก GPM ทำสถิติสูงสุดและ SG&A ลดลง
( + ) KLINIQ (ซื้อ/เป้า 31.00 บาท) กำไร 1Q26 All Time High จากรายได้ทำสถิติสูงสุดใหม่
( + ) CPALL (ซื้อ/เป้า 63.00 บาท) 1Q26 โตดี จาก SSSG พลิกเป็นบวกและ GPM ขยายตัวจาก RTE
( + ) CRC (ซื้อ/เป้า 21.50 บาท) กำไร 1Q26 โตดีกว่าคาดจากธุรกิจ Food และ GPM ขยายตัว
( - ) BJC (ซื้อ/เป้า 17.00 บาท) กำไร 1Q26 ต่ำกว่าคาดจากธุรกิจ MSC ฟื้นตัวช้า
( 0 ) TTW (ถือ/เป้า 10.00 บาท) 1Q26 ใกล้เคียงคาด โดยชะลอ QoQ จากปัจจัยฤดูกาลของธุรกิจน้ำและ CKP
( 0 ) SJWD (ซื้อ/เป้า 10.50 บาท) กำไร 1Q26 ใกล้เคียงคาด ลดลง YoY จากฐานสูงปีก่อน แต่เติบโต QoQ