SET Outlook
คาดดัชนีฯ มีแนวโน้มเดินหน้าต่อ แต่จะไม่ร้อนแรง นักลงทุนยังมีความระมัดระวังอยู่ แต่เรามองเป้าหมายแรกของดัชนีฯ ไว้ที่ 1500 จุด (ภายในสัปดาห์นี้) กลยุทธ์หลักเรายังคงเน้นไปที่หุ้นพื้นฐานดีที่ราคาปรับฐานลงมาลึก ผสมผสานกับหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) ที่คาดว่าจะเป็นเป้าหมายของ Fund Flow ที่ไหลเข้าตลาด เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงหากสถานการณ์พลิกกลับมาเป็นลบในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์
ปัจจัยในประเทศ
• การอภิปรายนโยบายรัฐบาล : ในวันที่ 9-10 เมษายนนี้ โดยมีการกำหนดกรอบเวลาในการอภิปรายไว้ดังนี้
ฝ่ายรัฐบาลจะใช้เวลาอภิปรายรวม 32 ชั่วโมง 30 นาที ด้าน สส. พรรคร่วมฝ่ายค้านจะใช้เวลาอภิปราย 14 ชั่วโมง 30 นาที ....
• คดี 44 สส.ก้าวไกล แก้ ม.112 : ป.ป.ช. เตรียมส่งคำร้องคดี 44 สส.ก้าวไกล แก้ ม.112 ให้ศาลฎีกา 9 เม.ย.นี้ วันเดียวกับแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา พร้อมกางขั้นตอน หากศาลรับคำร้องฟันจริยธรรม คาดสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่หลังสงกรานต์ เหตุต้องรอตั้งองค์คณะพิพากษา
• คดีบาร์โค้ด บัตรเลือกตั้ง : ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าของคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ว่าตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการยื่นหลักฐาน ที่ประชุมองค์คณะตุลาการและตกลงกันว่า ควรจะอนุญาตให้ขยายเวลาได้ไม่เกิน 2-3 ครั้ง ครั้งละ 15 วัน
• กระแส Fund Flow และตลาดตราสารหนี้: ตลาดตราสารหนี้ไทยมีมูลค่าการซื้อขายรวม 93,809 ล้านบาท โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) อายุ 5 ปี ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 1.56% ทิศทาง Bond Yield ที่ลดลงนี้ ส่งผลบวกต่อความน่าสนใจของหุ้นกลุ่ม REIT, อสังหาริมทรัพย์ (Property) และกลุ่มสาธารณูปโภค (Utility)
• ค่าเงินบาทแข็งค่า: เงินบาทปิดตลาดเย็นนี้ที่ระดับ 31.98 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าสุดในรอบ 1 เดือน และเป็นการแข็งค่านำสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค ปัจจัยหลักมาจากการที่ตลาดเปิดรับความเสี่ยง (Risk-on) หลังมีข้อตกลงหยุดยิงในตะวันออกกลาง รวมถึงราคาทองคำที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้าซื้อพันธบัตรไทย การที่เงินบาทแข็งค่าและต้นทุนพลังงานเริ่มมีเสถียรภาพ จะเป็นแรงหนุนเชิงบวกต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า (เช่น GULF, RATCH) กลุ่มสายการบิน (เช่น AAV) และกลุ่มผู้นำเข้า
ปัจจัยต่างประเทศ:
• ถานการณ์ตะวันออกกลาง : สถานการณ์โดยรวมค่อนข้างดีลอดรับกับการประกาศของผู้นำสหรัฐฯในเรื่องการหยุดยิง 2 สัปดาห์ การโจมตีอิหร่านจากฝั่งสหรัฐฯยุติหรือเบาลง แต่ยังมีเสียงระเบิดในบางพื้นที่เช่น บาห์เรน ขณะที่อิสราเอลกลับมาโจมตีทางตอนใต้ของเลบานอน ..... ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมทั้งสินทรัพย์การเงินต่างๆ (ทอง+ Crypto) ที่ราคาร่วงลงในช่วงสงคราม กลับดีดตัวขึ้นรับข่าวบวกการหยุดยิง
• เตรียมถกนัดสำคัญวันศุกร์นี้: นายกฯ ปากีสถานเตรียมเปิดบ้านที่กรุงอิสลามาบัด เพื่อเป็นเจ้าภาพต้อนรับคณะผู้แทนจากสหรัฐฯ และอิหร่านในวันศุกร์ที่ 10 เมษายน เพื่อเจรจาหาข้อตกลงขั้นเด็ดขาด
• รายงานการประชุม FOMC 17-18 มีนาคม : Fed มีความกังวลถึงความเสี่ยงแบบสองด้าน (Two-Sided Risks) ที่เกิดจากสงครามในอิหร่าน จะทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะไปกดดันให้เงินเฟ้อพื้นฐานสูงขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่บางส่วนยังได้เสนอให้เพิ่มข้อความในแถลงการณ์เพื่อสื่อสารว่า Fed อาจต้องพิจารณา "ปรับขึ้น" อัตราดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าเป้าหมาย
• จับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ: สหรัฐฯ จะมีการรายงานตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในวันพรุ่งนี้ (10 เม.ย.) ซึ่งตลาดคาดการณ์ตัวเลข CPI แบบเทียบรายปี (YoY) ไว้ที่ 3.36% เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 2.40% ตัวเลขนี้จะเป็นเดือนที่เริ่มสะท้อนผลกระทบจากสงคราม หากเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก อาจสร้างความกังวลต่อไทม์ไลน์การลดดอกเบี้ยของ Fed ได้ สินทรัพย์ที่ต้องติดตามผลกระทบโดยตรงคือพันธบัตรและทองคำ
ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event
• สหรัฐฯ (US): รายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC Meeting Minutes) ประจำรอบวันที่ 18 มี.ค.
• ไทย (TH): ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เดือน มี.ค. (ก่อนหน้า: 53.7)
• สหรัฐฯ (US): ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE Price Index MoM) เดือน ก.พ. (คาดการณ์: 0.37%, ก่อนหน้า: 0.30%)
• สหรัฐฯ (US): ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลแบบเทียบรายปี (PCE Price Index YoY) เดือน ก.พ. (คาดการณ์: 2.81%, ก่อนหน้า: 2.80%)
• สหรัฐฯ (US): ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE Price Index MoM) เดือน ก.พ. (คาดการณ์: 0.33%, ก่อนหน้า: 0.40%)
• สหรัฐฯ (US): ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐานแบบเทียบรายปี (Core PCE Price Index YoY) เดือน ก.พ. (คาดการณ์: 2.93%, ก่อนหน้า: 3.10%)
• สหรัฐฯ (US): ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 4 เม.ย. (คาดการณ์: 203.33k, ก่อนหน้า: 202k)
• สหรัฐฯ (US): ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศแบบปรับรายปี (GDP Annualized QoQ) ไตรมาส 4 (คาดการณ์: 0.66%, ก่อนหน้า: 0.70%)
Strategy
• เราประเมินภาพตลาด: เรายังเชื่อว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการทำสงครามยืดเยื้อ หรือใช้ความรุนแรงไปมากไปกว่านี้ แต่นี่คือ "การพักรบ ไม่ใช่การจบสงคราม" ดังนั้น ต้องคอยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง
• จังหวะเก็งกำไรระยะสั้น: นักลงทุนยังสามารถเก็งกำไรตามน้ำในช่วงสั้นๆ ได้ โดยให้ Timeframe การถือครองไปจนถึงวันศุกร์นี้ อย่าเพิ่งมองภาพยาวตราบใดที่ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่สิ้นสุด สำหรับรายการหุ้นที่มองว่าพอจะทยอยสะสมเพื่อถือยาวได้ ยังคงเน้นไปที่กลุ่มหุ้น Defensive และหุ้นพื้นฐานแกร่งชุดเดิม ได้แก่ GULF, ADVANC, TRUE*, CPALL, BDMS*, CPN*
• หลีกเลี่ยง/รอจังหวะ กลุ่มถูกเทขายหนัก: หุ้นในกลุ่มพลังงานต้นน้ำและปิโตรเคมี เช่น PTTEP, PTTGC, IVL, IRPC เป็นกลุ่มที่เผชิญแรงขายทำกำไร หลังจากที่ความกังวลเรื่องสงครามลดลงและทิศทางราคาน้ำมันดิบอาจชะลอตัว หากต้องการจะเข้ารับ เราแนะนำให้รอดูสถานการณ์จนกว่าราคาจะเริ่มสร้างฐานนิ่งเสียก่อน
• หุ้นเด่นที่มีลุ้นดีดตัวกลับ: จากการคัดกรองข้อมูลหุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายหนาแน่นใน SET ช่วงที่เกิดภาวะสงคราม (27 ก.พ. - 7 เม.ย. 69) และเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการย่อตัวของราคาน้ำมันและเงินบาทที่แข็งค่า เราคัดมา 5 บริษัทที่น่าสนใจและมีโอกาสฟื้นตัวได้ดี ได้แก่ BA*, BGRIM*, ERW, GPSC*, AAV (ซึ่งสอดคล้องกับหุ้นแนะนำเมื่อวานนี้ 8 เม.ย.)
• Sector ลึกสุดใจ (Oversold): มีหุ้นบางตัวหรือบางกลุ่มที่ราคาปรับฐานลงมามากจนน่าสนใจ มองเป็นจังหวะที่สามารถทยอยเก็บเพื่อถือยาวได้ หลังถูกแรง Panic Sell อย่างหนักในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาจากความกลัวสงครามและน้ำมันแพง คือกลุ่มค้าปลีก (CPALL, CPAXT) กลุ่มไฟแนนซ์ (MTC) และกลุ่มโรงไฟฟ้า (BGRIM, GPSC) อย่างไรก็ตาม การเข้าซื้อหุ้นเหล่านี้ควรตั้งเป้าหมายสำหรับการถือลงทุนระยะยาว จะเหมาะสมกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น เพราะสถานการณ์ความขัดแย้งยังมีความไม่แน่นอนแฝงอยู่
• หุ้นในพอร์ตแนะนำ (Top Picks): เรายังคงน้ำหนักหุ้นเดิมไว้ทั้งหมด โครงสร้างพอร์ตประกอบด้วย: BA* (15%), BGRIM* (15%), ERW (10%), DELTA* (10%), KTB (10%), SCB (10%), ADVANC* (10%)
Technical : PLANB, WHAU
News Flash:
( + ) Energy (Neutral) อิสราเอลโจมตีเลบานอนละเมิดข้อตกลงหยุดยิง; Hormuz กลับมาปิดอีกครั้ง
( + ) Bank (Overweight) ธปท. ขอให้สถาบันการเงินเร่งช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน
Company Update:
( + ) AOT (ซื้อ/เป้า 60.00 บาท) กำไร 2QFY26E ฟื้นตัว YoY, QoQ ตามผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น