SET Outlook
ดัชนีฯ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในลักษณะผันผวนอิงทางบวกต่อเนื่องตามสัญญาณการฟื้นตัวของตลาดหุ้นต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ตลาดยังขาดความชัดเจนจากประเด็นความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เนื่องจากท่าทีของสหรัฐฯ และอิหร่านต่อการเปิดโต๊ะเจรจายังคงสับสนและขัดแย้งกันเอง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบมีความผันผวนสูง ส่วนปัจจัยในประเทศเริ่มมีสัญญาณบวกจากการจัดตั้ง ครม. อนุทิน 2 ที่มีความคืบหน้าชัดเจน และการเตรียมปรับขึ้นค่าไฟฟ้าซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อกลุ่มสาธารณูปโภค เราประเมินกรอบดัชนีฯ ไว้ที่ 1400-1430 จุด
ปัจจัยในประเทศ
• การจัดตั้งรัฐบาล: นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าการจัดโผ ครม. อนุทิน 2 เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วและเตรียมนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ภายในสัปดาห์นี้ ประเด็นที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนตัวรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายและการแต่งตั้งทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ ซึ่งคาดว่าจะนำไปสู่การออกมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนในระยะสั้นได้อย่างรวดเร็ว (ผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มพาณิชย์และนิคมอุตสาหกรรม อาทิ CPALL, CPAXT, AMATA, WHA)
• ค่าไฟงวดใหม่: จับตาการประชุมบอร์ด กกพ. ในวันนี้ (25 มี.ค.) เพื่อพิจารณาเคาะค่าไฟฟ้างวด พ.ค.-ส.ค. 69 ซึ่งมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุน LNG ที่พุ่งสูง โดยมีสูตรคำนวณที่อาจดันราคาขึ้นไปถึง 4.59 บาทต่อหน่วย แม้จะกระทบค่าครองชีพประชาชนแต่จะช่วยลดแรงกดดันจากการแบกรับต้นทุนของรัฐและเอกชน (ผลกระทบเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า อาทิ GULF, BGRIM, GPSC)
• การส่งออกและดุลการค้า: ตัวเลขการส่งออกเดือน ก.พ. ขยายตัว 9.9% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 นำโดยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้อานิสงส์จากกระแส AI อย่างไรก็ตาม ไทยเผชิญการขาดดุลการค้าสูงถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากยอดนำเข้าที่พุ่งขึ้น 31.8% โดยเฉพาะทองคำและสินค้าทุน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากการถูกสหรัฐฯ ตรวจสอบตามมาตรา 301 และต้นทุนค่าระวางเรือที่สูงขึ้นจากสงคราม (ผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่มส่งออกอาหาร อาทิ HANA, KCE, AAI, ITC)
• ค่าเงินบาท: ปิดตลาดที่ระดับ 32.56/58 บาท/ดอลลาร์ โดยระหว่างวันมีความผันผวนเคลื่อนไหวในกรอบ 32.30 - 32.75 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลมาจากราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นลงและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
• กระแส Fund Flow: นักลงทุนต่างชาติ ในตลาดหุ้น ซื้อสุทธิ 614 ล้านบาท (รวมตลาด SET และ MAI) ในตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิ 796 ล้านบาท
ปัจจัยต่างประเทศ:
• สถานการณ์สงครามและการเจรจา: บรรยากาศการลงทุนยังคงถูกครอบงำด้วยข้อมูลที่สับสนเกี่ยวกับสถานการณ์ในอิหร่าน โดยฝั่งสหรัฐฯ อ้างความสำเร็จในการเจรจาเบื้องต้นและเลื่อนแผนโจมตีออกไป แต่ทางการอิหร่านยังคงปฏิเสธข่าวดังกล่าว ทำให้ตลาดตกอยู่ในภาวะเฝ้าระวังและมีความอ่อนไหวต่อกระแสข่าวรายวัน จากนี้ ติดตามว่า ปากีสถาน จะมาเป็นคนกลางในการเจรจา ระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ว่าจะเกิดขึ้นได้หรือไม่
• ตลาดพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์: ราคาน้ำมันดิบโลก ชะลอการขึ้น (Brent $104) ขณะที่ราคาทองคำปรับขึ้นมายืนเหนือ $4500 เหรียญได้อีกครั้ง เป็นสัญญาณว่าตลาดมองบวกในเรื่องการเจรจา(สงคราม)
ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event
• TH - คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประชุมเคาะค่าไฟฟ้างวดใหม่; (ครั้งก่อน: 3.88 บาท/หน่วย)
• US - Durable Goods Orders (ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน); (คาดการณ์: 1.20%, ครั้งก่อน: -6.10%)
Strategy
• แม้ดัชนีฯ จะปิดเพิ่มขึ้น แต่หุ้นส่วนใหญ่ในตลาด (Real Sector และ Mid-Small Cap) กำลังถูกเทขายอย่างหนัก การที่ SET Index ประคองตัวบวกได้นั้น เกิดจากเม็ดเงินที่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้น แสดงว่าตลาดหุ้นไทย ยังถูกกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานพุ่งสูง และความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อชะงักงัน (Stagflation)
• ตลาดน่าจะซื้อขายแบบรอคอยเวลา ว่าสหรัฐฯ จะตัดสินใจจะยกระดับการโจมตีอิหร่านหรือไม่ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ (ครบกำหนด deadline) กลยุทธ์ลงทุน จึงควรดูข่าวประกอบไปกับการเข้าเก็งกำไรช่วงสั้นๆ
• หุ้นในพอร์ตแนะนำ: เรานำ KTB เข้ามาในพอร์ต หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย KTB(10%), CPALL(10%) , BDMS*(10%), PTTEP(25%), SCB(10%), ADVANC*(10%)
Technical : GPSC, PTG
News Flash:
( + ) Tourism (Neutral) นักท่องเที่ยวล่าสุด +8% WoW จากมาเลเซียและญี่ปุ่น
( 0 ) Pet Food (Neutral), TU (ซื้อ/เป้า 14.00 บาท), GFPT (ถือ/เป้า 11.00 บาท), NER (ถือ/เป้า 5.30 บาท) ภาพรวมส่งออก ก.พ. 2026 ค่อนข้าง mixed ขณะที่แนวโน้มมีปัจจัยท้าทายจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์
( 0 ) Automotive (Underweight) ยอดผลิตรถยนต์ ก.พ.26 โต YoY เล็กน้อยตามคาด
Company Update:
( 0 ) TFM (ซื้อ/เป้า 7.30 บาท) ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นแต่ยังจัดการได้, โรงงานใหม่ทยอยคืบหน้าหลังจากนี้