SET Outlook
ดัชนีฯ มีโอกาสเผชิญแรงขายทำกำไรและปรับตัวลดลงตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ ที่กังวลต่อการยกระดับของสงครามในตะวันออกกลางและความกังวลเรื่องทิศทางดอกเบี้ยของ FED อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลงของ SET Index จะถูกจำกัด จากความชัดเจนทางการเมืองในประเทศ (ทูลเกล้าฯ ครม.) และแรงซื้อเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มพลังงานขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักต่อดัชนีมาก รวมถึงความหวังเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (คนละครึ่ง, ลดภาษีดีเซล) เราประเมินกรอบดัชนีฯ สัปดาห์นี้ไว้ที่ 1420-1470 จุด
ปัจจัยในประเทศ
• การเมืองไทย: นายกรัฐมนตรีเตรียมนำรายชื่อคณะรัฐมนตรี อนุทิน 2 ขึ้นทูลเกล้าฯ ในวันนี้ (30 มี.ค.) หลังเสร็จสิ้นการตรวจสอบคุณสมบัติ โดยคาดว่าจะมีการโปรดเกล้าฯ ภายในสัปดาห์นี้และตามด้วยการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาทันที ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของรัฐบาล
• มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ: รัฐบาลเตรียมออกมาตรการลดภาระประชาชนผ่านการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล 1 บาทต่อลิตร และเพิ่มเงินช่วยเหลือในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 100 บาทต่อเดือน (รวมเป็น 400 บาท) ครอบคลุมผู้มีรายได้น้อย 13.4 ล้านราย นอกจากนี้ยังมีแผนเปิดตัวโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ทันทีหลังการแถลงนโยบาย เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ จะดีกับกลุ่มค้าปลีก เช่น CPALL, CPAXT และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค
• แผนรับมือวิกฤตโลก: ในงาน "Meet the Press: 1 เดือนวิกฤตโลก-แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม" รัฐบาลย้ำถึงการบริหารจัดการพลังงานให้เพียงพอจนถึงช่วงสงกรานต์ และการเร่งมาตรการกึ่งอุดหนุนราคาพลังงานเพื่อไม่ให้กระทบต่อต้นทุนการขนส่งและค่าครองชีพมากเกินไป
• ปมบัตรเลือกตั้ง: ติดตามกกต. ส่งคำชี้แจงหลังครบกำหนดศาลรัฐธรรมนูญสั่ง 15 วัน ประเด็นที่ต้องติดตามคือ 1) กกต. จะยื่นคำชี้แจงได้กำหนดหรือไม่ 2) ศาลจะนัดพิจารณาครั้งถัดไปเมื่อไหร่ 3) หากผลออกมาเลวร้ายที่สุดอาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ซึ่งจะทำให้การเมืองเข้าสู่สุญญากาศอีกครั้ง
• ค่าเงินบาท: ปิดตลาดที่ระดับ 32.88 - 32.90 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีลักษณะการเคลื่อนไหวแบบแกว่งตัวไร้ทิศทางตามสกุลเงินอื่นในภูมิภาค ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบคือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งนี้ ได้มีการประเมินกรอบระยะสั้นวันนี้ไว้ที่ 32.80 - 33.10 บาทต่อดอลลาร์ นอกจากนี้ กระทรวงการคลังระบุว่าการที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงส่งผลให้ราคาสินค้านำเข้าสูงขึ้น ซึ่งอาจช่วยเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีนำเข้าเพื่อนำมาชดเชยรายได้รัฐที่สูญเสียไปจากการลดภาษีน้ำมันได้
• กระแส Fund Flow: นักลงทุนต่างชาติ ในตลาดหุ้นมียอด ซื้อสุทธิ 3,292.71 ล้านบาท (รวมตลาด SET และ MAI) ในตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติมียอด ขายสุทธิ 452 ล้านบาท (คิดเป็นกระแสเงินไหลออกสุทธิ หรือ Net Outflow รวม 454 ล้านบาท)
ปัจจัยต่างประเทศ:
• สถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง: สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีโรงงานนิวเคลียร์และเหล็กกล้าในอิหร่าน ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธใส่พันธมิตรของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย ด้านกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนได้เข้าร่วมสงครามโดยยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอล ส่งผลให้สหรัฐฯ ต้องส่งนาวิกโยธินกว่า 2,500 นายเข้าไปยังพื้นที่เพื่อรักษาความมั่นคงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
• ทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FED): เจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณว่าวัฏจักรการ "ปรับลดอัตราดอกเบี้ย" อาจสิ้นสุดลงแล้ว และอาจมีความจำเป็นต้องกลับมาพิจารณา "ขึ้นดอกเบี้ย" หากอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นจากราคาน้ำมันและนโยบายกำแพงภาษี
• สงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ: จีนเริ่มกระบวนการสอบสวนการค้า (Trade Probes) ต่อสหรัฐฯ ในประเด็นห่วงโซ่อุปทานและสินค้าพลังงานหมุนเวียน เพื่อตอบโต้มาตรการภาษีของ ปธน. ทรัมป์ ถือเป็นการเพิ่มแรงกดดันและสร้างเงื่อนไขในการเจรจาก่อนการประชุมสุดยอด Xi-Trump Summit ในเดือน พ.ค. นี้
• การประชุมฉุกเฉินระดับโลก: ติดตามการประชุมด่วนของรัฐมนตรีคลัง รมว. พลังงาน และผู้ว่าการธนาคารกลางกลุ่ม G7 ในวันจันทร์นี้ (30 มี.ค.) เพื่อหารือแนวทางรับมือวิกฤตพลังงานและภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นจากสงครามอิหร่าน รวมถึงผลกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินโลก ซึ่งอาจมีผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มพลังงาน
ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event
• การประชุมรัฐมนตรีของกลุ่ม G7
• TH - นายกรัฐมนตรีนำรายชื่อ ครม. อนุทิน 2 ขึ้นทูลเกล้าฯ
Strategy
• สัปดาห์นี้ ทิศทางจะไปขึ้นกับพัฒนาการของสงครามตะวันออกกลางในแต่ละวัน ว่าจะไปทางใด หากดีขึ้น จะดีต่อตลาดหุ้น แต่หากแย่ลง หรือยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแนวโน้ม ตลาดจะออกไปในทาง sideway หรือเห็นการขายของนักลงทุนได้
• กลยุทธ์ลงทุน เรากลับมาแนะนำให้ชะลอการลงทุน สัปดาห์นี้ เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญในเรื่องสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งจะเป็นได้ทั้งบวกและลบ
• หุ้นที่เราให้ความสนใจ หากสงครามยุติหรือมีแนวโน้มที่จะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ คือ BA*, CBG, OSP, BH*
• หุ้นกลุ่มธนาคาร (BBL, KTB, SCB, KBANK) เรายังเห็นว่าเป็นแหล่งหลบภัยที่ดี และหุ้นส่วนใหญ่ของกลุ่มยังไม่ขึ้นเครื่องหมาย “XD”
• หุ้นในพอร์ตแนะนำ: เราคงหุ้นเดิมไว้ หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย PTTEP(20%), CPN(20%), KTB(10%), CPALL(10%) , BDMS*(10%), SCB(10%), ADVANC*(10%)
Technical : ITC, NER
News Comment:
( + ) BTS (ถือ/เป้า 3.00 บาท), STECON (ถือ/เป้า 12.50 บาท) สำนักงาน EEC เตรียมออก NTP เริ่มงานอู่ตะเภา 3 เม.ย. นี้
News Flash:
( + ) Commerce (Overweight), Food & Beverage (Neutral) รัฐบาลเตรียมออก “คนละครึ่ง” เฟสใหม่ทันทีหลังแถลงนโยบาย
( + ) CENTEL (ซื้อ/เป้า 42.00 บาท) จะมีกำไรพิเศษจากการขายสิทธิ์ใน Trust โรงแรม Centara Grand Osaka
Company Update:
( 0 ) ITC (ซื้อ/เป้า 20.00 บาท) 1Q26E ใกล้เคียงคาด, ผลกระทบต้นทุนเริ่มเห็น 2Q26E แต่ยังจัดการได้