SET Outlook
ตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญกับวันสำคัญทางการเมืองในวันนี้ (5 ก.ย.) ซึ่งเป็นการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ผลการโหวตจะเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อทิศทางตลาด หากผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์โดยมีชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล พลิกไป อาจส่งผลเชิงลบต่อตลาดได้ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่จะมีการยุบสภาเร็วขึ้น....... ตลาดต่างประเทศติดตามตลาดจีนว่าจะจะไปทางใด ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯเดินหน้าบวกจากการเก็ง Fed ลดดอกเบี้ย
ปัจจัยในประเทศ
• การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้จะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยพรรคเพื่อไทยยืนยันจะเสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ เป็นแคนดิเดต และได้ประกาศข้อเสนอว่าจะ ยุบสภาทันที หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนยังคงยืนยันมติสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี DAOL ประเมินว่า หากนายอนุทินไม่ได้รับตำแหน่ง อาจทำให้ตลาดผิดหวังได้
• พาณิชย์ เผยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเดือนส.ค.68 ติดลบ 0.79% ซึ่งเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ปัจจัยหลักมาจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มอาหารสด และกลุ่มพลังงาน สนค. ยืนยันว่าไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืดเนื่องจากสาเหตุมาจากอุปทานมากกว่าอุปสงค์ และเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงเป็นบวก
• สินค้าจีนทะลักเข้าไทย หลังสหรัฐฯ ขึ้นภาษีกับจีน โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์ ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น เสื้อผ้า สุรา และเครื่องเรือนพลาสติก เนื่องจากจีนมีส่วนต่างภาษีกับไทยมากที่สุดถึง 15% และยังได้รับแรงกดดันจากสงครามการค้ากับสหรัฐฯ และปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน
• “ทักษิณ” ออกนอกประเทศ: อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เดินทางออกนอกประเทศด้วยเครื่องบินส่วนตัววานนี้(4 ก.ย.) โดยมีกำหนดนัดศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในวันที่ 9 ก.ย. มีรายงานว่าเครื่องบินอาจเปลี่ยนเส้นทางไปยังดูไบ ...... หากไม่กลับมาในวันที่ 9 ก.ย.อาจมีผลต่อทิศทางการเมืองหลังจากนี้ เพราะมีความเกี่ยวโยงกับพรรคเพื่อไทย และอาจมีผลไปถึง sentiment การลงทุนหุ้นที่ครอบครัว “ชินวัตร” ถือหุ้นอยู่
ปัจจัยนอก:
• มาตรการควบคุมตลาดหุ้นจีน: CSRC กำลังพิจารณาใช้มาตรการเพื่อชะลอความร้อนแรงของตลาดหุ้นจีนที่มีมูลค่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นเดือนส.ค. มาตรการที่เสนอรวมถึงการยกเลิกข้อจำกัดการขายชอร์ตบางส่วน และควบคุมการซื้อขายเก็งกำไร เพื่อป้องกันภาวะฟองสบู่ซ้ำรอยปี58 และปกป้องนักลงทุนรายย่อย
• ทรัมป์ได้เรียกร้องให้ศาลฎีกาเร่งรับคำร้องและกลับคำตัดสิน ในอีกด้านหนึ่ง จีนได้เริ่มเก็บภาษีเส้นใยแก้วนำแสงที่นำเข้าจากสหรัฐฯ เพิ่มเติมในอัตรา 33.3% - 78.2% หลังการสอบสวนพบว่าบริษัทสหรัฐฯ พยายามเลี่ยงมาตรการต่อต้านการทุ่มตลาดของจีน
• ทรัมป์ลงนามข้อตกลงการค้ากับญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ โดยกำหนดอัตราภาษีสูงสุดไว้ที่ 15% สำหรับสินค้าส่วนใหญ่ รวมถึงรถยนต์และชิ้นส่วน ด้านญี่ปุ่นที่จะจัดตั้งกองทุนเพื่อการลงทุนในสหรัฐฯ มูลค่า 5.5 แสนล้านดอลลาร์ ..... ข่าวนี้ เป็นบวกต่อตลาดโดยรวม
• การประชุม OPEC+: ในวันอาทิตย์ (7 ก.ย.) กลุ่มโอเปกพลัสอาจพิจารณา เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน เพื่อชิงส่วนแบ่งในตลาดน้ำมัน ก่อนหน้านี้ในเดือนส.ค. สมาชิก 8 ชาติของโอเปกพลัสมีมติเพิ่มกำลังการผลิต 547,000 บาร์เรล/วันในเดือนก.ย. และได้เริ่มปรับเพิ่มกำลังการผลิตตั้งแต่เดือนเม.ย.
• ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ และแนวโน้ม Fed: ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ล่าสุด 3 ชุด (จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่สูงขึ้นและการจ้างงานภาคเอกชนที่ต่ำกว่าคาด) บ่งชี้ถึงภาวะตลาดแรงงานที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน สัญญาณเหล่านี้ตอกย้ำมุมมองที่ว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยตลาดการเงินประเมิน Fed ลดอย่างน้อยสองครั้งในปีนี้ ตลาดกำลังจับตารายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรในวันนี้ (5 ก.ย.)
• ความเป็นอิสระของ Fed: นักยุทธศาสตร์จาก Wall Street แสดงความกังวลเพิ่มขึ้นต่อความเป็นอิสระของ Fed เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์พยายามเข้ามามีอิทธิพลต่อนโยบายการเงินและผลักดันให้มีการลดอัตราดอกเบี้ย สัญญาณที่บ่งชี้ความกังวลนี้คือ ราคาทองคำที่พุ่งขึ้น Goldman Sachs คาดว่าราคาทองคำอาจพุ่งไปถึง $4,000-$5,000 ต่อออนซ์ หาก Fed สูญเสียความเป็นอิสระ อาจนำไปสู่เงินเฟ้อที่สูงขึ้น ราคาหุ้นและพันธบัตรระยะยาวลดลง และสถานะดอลลาร์เสื่อมถอย
• กระแสเงินลงทุนต่างประเทศ: กระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ พลิกกลับมาเป็น net buy ของ เกาหลีใต้และไต้หวัน เป็นสัญญาณว่านักลงทุนกำลังให้ความสำคัญกับการลดดอกเบี้ยของ Fed
ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event
สหรัฐฯ Change in Nonfarm Payrolls งวด ส.ค. (คาดการณ์: 76.22k, ครั้งก่อน: 73k) และ Unemployment Rate งวด ส.ค. (คาดการณ์: 4.3%, ครั้งก่อน: 4.20%) ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในการประชุม FOMC วันที่ 16-17 กันยายนนี้ โดยก่อนหน้านี้ ข้อมูล JOLTS Job Openings เดือน ก.ค. ที่ลดลงได้เพิ่มความคาดหวังว่า Fed จะปรับลดดอกเบี้ย
Strategy
เนื่องจากวันนี้เป็นวันสำคัญของการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี นักลงทุนควรเตรียมพร้อมตัดสินใจซื้อหรือขายตามผลการลงมติของสภาฯ ที่คาดว่าจะทราบผลภายในวันนี้
• กลยุทธ์หลัก: รอดูผลการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี
• หากผลออกมาเป็นบวกต่อตลาด: หุ้นที่ DAOL เลือกไว้ ได้แก่ SCB, ADVANC, TRUE*, MTC*, SCC
• การปรับพอร์ต: DAOL ได้นำหุ้น PTTEP ออกจากพอร์ต เนื่องจากความกังวลในการประชุม OPEC+ ที่อาจเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน และแนวโน้มราคา LNG ที่มีโอกาสปรับลดลงในอนาคต
• หุ้นในพอร์ตแนะนำวันนี้: DAOL ได้นำหุ้น SCB กลับเข้ามาในพอร์ตอีกครั้ง โดยมีสัดส่วน 20%
Technical : KTC, THAI
( + ) BTS (ถือ/เป้า 4.00 บาท) กทม. คาดจ่ายหนี้ O&M สายสีเขียว 3.2 หมื่น ลบ. ให้ BTS ภายใน ต.ค.นี้
Company Report
( + ) SAV (ซื้อ/ปรับเป้าขึ้นเป็น 18.00 บาท) ผลกระทบ ไทย-กัมพูชา ไม่มาก, เตรียมรับผลบวกสนามบินใหม่
( + ) MAGURO (ซื้อ/เป้า 26.00 บาท) เปิด Kiwamiya วันแรกมีคิวมากกว่า 400 คน