SET Outlook
ตลาดมีแนวโน้มที่จะจบรอบของการรีบาวด์ (rebound) คล้ายๆกับหลายตลาดหลังปรับตัวขึ้นมามาก ดัชนีฯอาจกลับลงไปทดสอบแนวรับที่ 1250 จุดอีกครั้ง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการเมื่อวานนี้เนื่องในวันขอบคุณพระเจ้า และจะเปิดซื้อขายเพียงครึ่งวันในวันนี้
สำหรับตลาดหุ้นไทยนั้นยังคงขาดแรงซื้อต่อเนื่อง และมีการทยอยขายหุ้นออกมาเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน ตลาดส่วนใหญ่กำลังเฝ้าระวังแผนสันติภาพรัสเซีย-ยูเครน. ปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตามคือ โอกาสในการยุบสภาฯ ก่อนกำหนดเดิม และผลกระทบจากอุทกภัยในภาคใต้
ปัจจัยในประเทศ
• วิกฤตอุทกภัย: น้ำท่วมจากฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จากนี้ติดตามมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาจากภาครัฐบาลต่อไป รวมถึงตัวเลขความเสียหาย และผลกระทบโดยรวมต่อ GDP
• Fund Flow/เงินบาท: นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยรวม (SET+MAI) 868 ล้านบาท เมื่อวันที่ 27 พ.ย.. นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดตราสารหนี้ 3,033 ล้านบาท ส่งผลให้มี NET OUTFLOW รวม 3,358 ล้านบาท
ปัจจัยต่างประเทศ:
• ความคืบหน้า แผนสันติภาพ ยูเครน-รัสเซีย : คณะผู้แทนสหรัฐฯ และยูเครนได้ บรรลุความเข้าใจร่วมกันในเงื่อนไขหลักของข้อตกลง ที่ได้หารือกันที่เจนีวาแล้ว แต่ร่างแผนฯ สร้างความไม่พอใจในเคียฟและเมืองหลวงในยุโรป เนื่องจากข้อเรียกร้องที่สำคัญ ได้แก่ การที่ยูเครนต้อง ยกเลิกความทะเยอทะยานในการเข้าร่วม NATO และ ยอมยกดินแดนในภูมิภาค Donbas ตะวันออก
• ความขัดแย้งจีน-ญี่ปุ่น: ความขัดแย้งต่อเนื่องภายในภูมิภาคเอเชียระหว่างจีนและญี่ปุ่นในประเด็นอธิปไตยของไต้หวัน ซึ่งความขัดแย้งนี้ยังคงเป็นลบต่อตลาดและค่าเงินเอเชีย โดยเฉพาะค่าเงินเยน
• เศรษฐกิจจีน: JPMorgan ได้ปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้นจีนเป็น "overweight" มองว่าโอกาสที่ตลาดจะให้ผลตอบแทนสูงในปีหน้ามีมากกว่าความเสี่ยงที่จะขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการนำ AI มาใช้ มาตรการกระตุ้นการบริโภค แต่ภาคอสังหาฯ โดยรวมยังคงอยู่ในภาวะวิกฤต หุ้นกู้บริษัทชั้นนำขอเลื่อนชำระหนี้ รัฐบาลกำลังถูกจับตาว่าจะเข้ามาช่วยอุ้มวิกฤตนี้หรือไม่
• ความขัดแย้งนิวเคลียร์: จีนได้วิจารณ์สหรัฐฯ สำหรับแผนการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านนิวเคลียร์และคำสั่ง ทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ ของ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ โดยจีนเตือนว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการยั่วยุและเพิ่มความเสี่ยงที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งทางนิวเคลียร์ในระดับโลก
ปัจจัยสัปดาห์หน้า:
• การประชุม OPEC+ จัดขึ้นวันที่ 30 พ.ย. หารือประเด็นปริมาณการผลิตน้ำมันและเป้าหมายการผลิตสำหรับปีถัดไป หลังจากที่การประชุมครั้งก่อนมีมติระงับการเพิ่มผลิตในไตรมาส 1/69
ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event
• TH - ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Mfg Production Index ISIC NSA YoY) เดือน ต.ค. คาดการณ์อยู่ที่ -0.30% (ก่อนหน้า 1.02%)
• TH - ดุลบัญชีเดินสะพัด (BoP Current Account Balance) เดือน ต.ค. (ก่อนหน้า $1,873m)
• TH - ดุลการชำระเงินโดยรวม (BoP Overall Balance) เดือน ต.ค. (ก่อนหน้า $1,717m)
Strategy
• ตลาดยังขาดแรงซื้อ และมีความกังวลให้เห็นจึงมีการทยอยขายหุ้นออกมาเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน นักลงทุนส่วนใหญ่ซื้อขายในกรอบเวลาสั้นๆ และเวียนหุ้นเล่น สัปดาห์นี้ จะเป็นสัปดาห์ที่ตลาดเลือกทางเดินในแบบบที่ rebound เพื่อลงต่อ แนวรับสำคัญ 1250 และ 1242 จุด
• กลยุทธ์: เราแนะนำชะลอการลงทน รอดูทิศทางตลาดสัปดาห์หน้า
• หุ้นในพอร์ตแนะนำ: เราคงหุ้นในพอร์ตไว้ หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย KTB(10%), TTB(10%), ADVANC(10%), CPN(10%), DELTA*(10%), GULF(10%), CPALL*(10%), SCB(10%)
Technical : JMART, SKIN
News Flash:
( + ) Tourism, Aviation (Neutral) เตรียมเสนอ ครม. ให้สนับสนุนตั๋วเครื่องบินภายในประเทศให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ
Company Update:
( 0 ) STECON (ซื้อ/เป้า 10.00 บาท) แนวโน้มงานใหม่ต่ำกว่าเป้าเล็กน้อย แต่รายได้ 2025E/26E ยังโตตามคาด