SET Outlook
ตลาดจะมีความผันผวนจากการปรับพอร์ตวันสุดท้ายก่อนทราบผลเลือกตั้งในช่วงวันหยุดนี้ ขณะที่ความปั่นป่วนในตลาดต่างประเทศตลอดหลายวันที่ผ่านมา อาทิ ราคาหุ้น หรือ สินทรัพย์บางตัว เช่น ทองคำ Silver และ Bitcoin ปรับตัวลงแรง จะมาเป็นแรงกดดันตลาดหุ้นเอเซีย ผ่านทางหุ้น Tech (DELTA) และ Fund Flow ที่อาจลดการลงทุนในตลาดเอเซียลง (เพื่อชดเชยผลขาดทุนจากการลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้)
ปัจจัยในประเทศ
• การเลือกตั้งไทย: ช่วงสัปดาห์หลังการเลือกตั้งไทยวันอาทิตย์นี้(8 ก.พ.) คาดตลาดจะมีความผันผวนจากการคาดเดาผลคะแนนเสียง และการคาดคะเนสูตรการจัดตั้งรัฐบาล หากจับขั้วอำนาจได้เร็วจะเป็นแรงหนุนเชิงบวกต่อ Fund Flow ไหลกลับเข้า โดยเฉพาะในหุ้นใหญ่ Market Cap สูง เราชอบ ADVANC, SCB, KBANK, GULF, AOT, PTTEP , TRUE แต่หากเกิดสุญญากาศยืดเยื้อ อาจเกิดแรงเทขายเพื่อลดความเสี่ยงในระยะสั้นได้
• เงินเฟ้อเดือนม.ค.: ดัชนี CPI หดตัว 0.66% YoY ติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 เนื่องจากจากการลดลงของราคาสินค้ากลุ่มพลังงานและการส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการ สนค. ระบุยังไม่ถือเป็นภาวะเงินฝืด Core CPI ยังคงเป็นบวกอยู่ที่ 0.60% โดยคาดการณ์ ดัชนี CPI ปี 2569 ที่ 0.0 – 1.0%
• Fund Flow: นักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย (SET+MAI) ซื้อสุทธิ 4,155 ล้านบาท และ ขายสุทธิ 2,038 ล้านบาท ในตลาดตราสารหนี้
• ค่าเงินบาท: ปิดตลาดที่ระดับ 31.80 บาทต่อดอลลาร์ โดยระหว่างวันอ่อนค่าไปแตะระดับ 31.88 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนค่าที่สุดในรอบเกือบ 2 เดือน และเป็นระดับต่ำสุดของปี (Year-to-date low) ปัจจัยหลักที่กดดันค่าเงินบาทมาจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก, ราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง ภาวะเงินเฟ้อไทยที่ติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 และความไม่แน่นอนทางการเมืองก่อนการเลือกตั้ง
ปัจจัยต่างประเทศ:
• ความเครียดในตลาดการเงินโลกและวิกฤตความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี: ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงเทขาย ตลอดทั้งสัปดาห์ โดยเฉพาะวานนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีและ AI เนื่องจากนักลงทุนกังวลเรื่องงบลงทุน (Capex) ที่สูงมหาศาลแต่ผลตอบแทนยังไม่ชัดเจน ประกอบกับตัวเลขการเลิกจ้างงานในสหรัฐฯ เดือนมกราคมพุ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552
• จ้างงานสหรัฐฯอ่อนแอ: ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเปราะบาง บริษัทในสหรัฐฯ ประกาศลดจำนวนพนักงาน 108,435 ตำแหน่งในเดือนมกราคม ซึ่งเพิ่มขึ้น 118% จากปีที่แล้วและยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานเพิ่มขึ้นเกินคาด ส่งผลให้พันธบัตรรัฐบาล (Bonds) พุ่งขึ้น (Yield ลดลง)
• การเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน : วันนี้(6) อิหร่านและสหรัฐฯ มีกำหนดเจรจาโครงการนิวเคลียร์ที่โอมาน ตลาดหวังการเจรจาออกมาดี เพื่อหลีกเลี่ยงการโจมตีทางทหาร ซึ่งอาจก่อให้เกิดสงครามระดับภูมิภาคได้ .... การเจรจาครั้งนี้ ถูกคาดหวังว่าจะออกมาดี และถ้ายุติความตึงเครียดได้ จะเป็นบวกต่อตลาดหุ้น แต่ลบต่อสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากสงคราม (ตอนนี้ ราคาสินทรัพย์เหล่านั้น ทยอยปรับตัวลงแล้วด้วย)
• สัญญานิวเคลียร์หมดอายุ: สนธิสัญญา New START ข้อตกลงควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียได้หมดอายุลงวานนี้ อย่างไรก็ตาม คืนที่ผ่านมา สหรัฐฯ และรัสเซียตกลงที่จะกลับมาเริ่มการติดต่อทางการทหารระดับสูง (High-level military contacts) อีกครั้ง หลังจากที่ระงับไปตั้งแต่ช่วงต้นของการรุกรานยูเครน
• เลือกตั้งญี่ปุ่น: ญี่ปุ่นกำหนดเลือกตั้ง 8 ก.พ. ผลโพลคาดพรรค LDP จะชนะขาดลอย โดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวลดลงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง และรอความชัดเจนหลังการเลือกตั้ง หากผลออกมาพรรค LDP ชนะการเลือกตั้ง คาดดัชนีมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น ตอบรับนโยบายการขยายตัวทางการคลังและการลงทุนภาครัฐในกลุ่มเทคฯ
ปัจจัยสัปดาห์หน้า
• ติดตามผลการเลือกตั้งทั่วไป โดยคาดว่าจะรับทราบผลอย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่คืนวันเลือกตั้ง และผลการลงประชามติ ซึ่งคาดว่าจะได้รับทราบอย่างไม่เป็นทางการในวันที่ 11 ก.พ. 69
• MSCI เตรียมประกาศ Rebalance รอบเดือนก.พ. ในวันที่ 10 ก.พ. 69 และคาดว่าจะใช้ราคาปิดของวันที่ 27 ก.พ. 69 เพื่อ Rebalance
• รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ถูกเลื่อนไปประกาศในสัปดาห์หน้าเนื่องจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล ได้แก่ ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) จะประกาศในวันพุธที่ 11 ก.พ. 69
ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event
• การเจรจาโครงการนิวเคลียร์ ณ ประเทศโอมาน
• ปาฐกถาของทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐ
Strategy
• วันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง แม้โอกาสที่ผลเลือกตั้งจะออกมาดี(ต่อตลาดหุ้น) แต่ในมุมมองของ Poll กับการลงคะแนนเสียงจริง รวมทั้งการตรวจสอบคุณสมบัติว่าที่ สส. โดย กกต. ยังต้องไปขึ้นกับสิ่ง(ผล)ที่จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ (8 ก.พ.) ..... ดังนั้น เราจึงแนะนำให้ปรับพอร์ต ให้รองรับความเสี่ยงหากผลเลือกตั้งไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ด้วย
• หุ้นในพอร์ตแนะนำ: เรานำ CPF*, ITC, BGRIM*, CENTEL ออก หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย AOT(10%), SCB(10%), ADVANC*(10%), HMPRO(10%), TRUE*(20%)
Technical : BTG, PLANB
News Comment:
( 0 ) Energy (Neutral) ซาอุฯปรับลด OSP สำหรับลูกค้าเอเชียต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2020
News Flash:
( + ) STECON (ซื้อ/เป้า 10.00 บาท) ตั้งเป้ารายได้ปี 2026E โตต่อเนื่องอยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านบาท สูงในรอบ 6 ปี
( + ) Bank (Overweight) หุ้นกลุ่มธนาคารเริ่มน่าสนใจจากใกล้ช่วงประกาศจ่ายเงินปันผล
Company Update:
( + ) AAV (ปรับขึ้นเป็น ซื้อ/ปรับเป้าขึ้นเป็น 1.40 บาท) กำไรปกติ 4Q25E จะดีขึ้นจากเดิม จากผู้โดยสารในประเทศที่สูงขึ้น
( 0 ) GLOBAL (ถือ/เป้า 7.40 บาท) กำไร 2026E ทะยอยฟื้นตัว แม้ SSSG อาจยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่