SET Outlook
ตลาดจะซื้อขาย 4 วัน คาดดัชนีฯ ยังมีความผันผวนต่อจากสัปดาห์ก่อน อาจมีแรงขายเฉพาะตลาดหุ้นไทย แต่โดยรวมๆ จะไปอิงการผลการเจรจารอบสองระหว่าง สหรัฐฯ-อิหร่าน ทั้งนี้ หุ้นที่จะมีความผันผวนสูงจะเป็นหุ้นที่อิงผลบวก/ลบจากสงคราม อาทิ หุ้นน้ำมัน-ปิโตรเคมี เราประเมินกรอบดัชนีฯ สัปดาห์นี้ ไว้ที่ 1440-1480 จุด
ปัจจัยในประเทศ
• มาตรการเศรษฐกิจรัฐบาล: ติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณและการผลักดันมาตรการกระตุ้นการบริโภคเพิ่มเติม เพื่อพยุงโมเมนตัมเศรษฐกิจในไตรมาส 2… โครงการคนละครึ่ง+ จะมีการจ่ายเงิน 4000 บาท เพิ่มจากครั้งก่อน เป็นไปตามที่เราประเมินไว้ ผลต่อตลาด จะมีไม่มาก เพราะเงินที่เพิ่ม จะแค่ชดเชยผลกระทบจากสงคราม (ค่าครองชีพสูงขึ้น)
• ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ: จับตาการรายงานตัวเลขยอดขายรถยนต์ของไทย (Car Sales) ประจำเดือนเมษายนในวันที่ 27 เม.ย. ซึ่งตัวเลขก่อนหน้าอยู่ที่ 48,242 คัน รวมถึงตัวเลขดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Mfg Production Index) และดุลบัญชีเดินสะพัด (BoP Current Account) ในช่วงปลายสัปดาห์
• ค่าเงินบาท: ปิดตลาดที่ระดับ 32.44 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยระหว่างวันมีการเคลื่อนไหวในกรอบแคบที่ 32.43 - 32.51 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
• ปริมาณการซื้อขายนักลงทุนต่างชาติ: นักลงทุนต่างชาติมีสถานะ ขายสุทธิ 1,283 ล้านบาท ด้านตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติมีสถานะ ซื้อสุทธิ 599 ล้านบาท
ปัจจัยต่างประเทศ:
• สถานการณ์ตะวันออกกลาง: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งตัวแทนพิเศษคือ Jared Kushner (ลูกเขย) และ Steve Witkoff เดินทางไปยังกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถานในช่วงสุดสัปดาห์ โดยมีความตั้งใจที่จะเจรจากับเจ้าหน้าที่ของอิหร่าน
• กระทรวงการคลังสหรัฐฯ (OFAC) ประกาศคว่ำบาตร Hengli Petrochemical โรงกลั่นน้ำมันเอกชนรายใหญ่อันดับ 2 ของจีน โทษฐานเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่รับซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่านมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ การกระทำของสหรัฐฯ มุ่งหวังเพื่อกดดันให้จีนเพิ่มความช่วยเหลือในการบีบให้อิหร่านยอมกลับมาขึ้นโต๊ะเจรจากับสหรัฐฯ เร็วขึ้น
• ฤดูกาลประกาศผลประกอบการ (1Q Earning Season): ตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ในช่วงของการส่งงบไตรมาส 1 โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่กลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Tech) ทำผลงานได้ดีและมีการประกาศแผนลงทุนเพิ่ม (อาทิ Google มีแผนลงทุนใน Anthropic) หุ้น Tech จะยังคงเป็นกลุ่มหลักที่ช่วยพยุงตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงที่นักลงทุนกังวลกับความเสี่ยงในตะวันออกกลาง
• การเคลื่อนไหวของสภาสหรัฐฯ (US Congress): คณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผลักดันชุดร่างกฎหมายควบคุมการส่งออกที่มุ่งเป้าไปที่เทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์และ AI ที่จะส่งไปยังจีน โดยมีร่างกฎหมาย MATCH Act (Multilateral Alignment of Technology Controls on Hardware Act) ที่เพิ่มความเข้มงวดในการส่งออกอุปกรณ์ผลิตชิป ข่าวนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก
• ทิศทางเศรษฐกิจจีน: รัฐบาลจีนชะลอการออกอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ หลังตัวเลข GDP ไตรมาส 1 เติบโตได้ดีเกินคาดที่ระดับ 5% ทางด้านนักเศรษฐศาสตร์จาก Goldman Sachs ประเมินว่า จีนยังมีเงินฝากทางการคลังเหลืออยู่กว่า 3.4 แสนล้านหยวน เพื่อเก็บไว้เป็น "ก๊อกสอง" สำรองไว้ใช้หากสงครามช่องแคบฮอร์มุสลุกลามจนกระทบการส่งออก เราประเมินว่านักลงทุนอาจลดความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นระยะสั้น ซึ่งจะส่งผลกดดันต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) และวัตถุดิบ (Raw Material)
ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event
• 27 เม.ย. 69: * ไทย (TH): รายงานยอดขายรถยนต์ (Car Sales) เดือน เม.ย.
o จีน (CH): รายงานกำไรภาคอุตสาหกรรม (Industrial Profits YoY) เดือน เม.ย.
• 28 เม.ย. 69: * ญี่ปุ่น (JN): การตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ BOJ (BOJ Target Rate) คาดการณ์ที่ระดับ 0.79% จากครั้งก่อนที่ 0.75%
• 29 เม.ย. 69:
o ไทย (TH): การตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. (BoT Benchmark Interest Rate)
o ยุโรป (EC): รายงานความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เดือน เม.ย.
o สหรัฐฯ (US): รายงานดุลการค้าสินค้าล่วงหน้า (Advance Goods Trade Balance) , ยอดการเริ่มสร้างบ้าน (Housing Starts) , และยอดขออนุญาตก่อสร้าง (Building Permits)
• 30 เม.ย. 69: * สหรัฐฯ (US): การประชุม FOMC แถลงมติอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (FOMC Rate Decision) คาดการณ์กรอบบนที่ 3.75% และกรอบล่างที่ 3.50%
o สหรัฐฯ (US): รายงานดัชนี PCE และ Core PCE ประจำเดือน เม.ย. รวมถึงยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) และตัวเลข GDP ประจำไตรมาส
o จีน (CH): รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ทั้งภาคการผลิตและนอกภาคการผลิต
o ไทย (TH): รายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Mfg Production Index) คาดการณ์ที่ -1.37% , ดุลบัญชีเดินสะพัด (BoP Current Account Balance) , และดุลชำระเงินโดยรวม (BoP Overall Balance)
o ยุโรป (EC): รายงานตัวเลข GDP ประจำไตรมาส, ดัชนี CPI และ Core CPI , รวมถึงมติอัตราดอกเบี้ยของ ECB (ECB Main Refinancing Rate) คาดการณ์คงไว้ที่ 2.15%
• 1 พ.ค. 69: * สหรัฐฯ (US): ดัชนี S&P Global US Manufacturing PMI และ ISM Manufacturing PMI ประจำเดือน พ.ค.
Strategy
• ตลาดปรับตัวลงมาค่อนข้างแรง ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยเฉพาะตลาดไทยและหุ้นขนาดใหญ่บางตัว คาดจะเห็นการ rebound ของดัชนีฯ และเริ่มมีแรงซื้อหุ้น การเก็งงบ 1Q เข้ามาในตลาด
• กลยุทธ์ลงทุน เรายังแนะนำให้เริ่มทยอยหุ้นที่ราคาลงมามากๆ หลังตลาดมีการปรับฐานค่อนข้างแรง (เกือบ 2% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา) โดยเฉพาะหุ้นธนาคาร ที่ราคาลงมาหลัง “XD” อาทิ SCB, KTB, KBANK น่าสนใจในการเข้า lock yield
• หุ้นในพอร์ตแนะนำ: เราคงหุ้นเดิมไว้ หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย CCET*(10%), WHA*(10%), AOT(10%), BA*(15%), SCB(10%), ADVANC*(10%)
Technical : MTC, UNIX
News Flash:
( + ) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากโครงการคนละครึ่งพลัส
( 0 ) Pet Food (Neutral), TU (ซื้อ/เป้า 12.80 บาท), GFPT (ถือ/เป้า 10.20 บาท), NER (ถือ/เป้า 5.30 บาท) ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง มี.ค. 2026 ยังโตดี ขณะที่ส่งออกอื่นๆ ชะลอตัว
Company Update:
( - ) HMPRO (ถือ/เป้า 7.00 บาท) 1Q26E กำไรชะลอจาก SSSG ติดลบ และ SG&A ขยายตัว
( 0 ) ERW (ซื้อ/ปรับเป้าลงเป็น 3.20 บาท) คาดกำไร 1Q26E โตได้ดี, แต่มีการปรับความเสี่ยงสงครามเพิ่มเติม
( 0 ) OR (ซื้อ/เป้า 18.00 บาท) คาดกำไร 1Q26E ฟื้นตัว QoQ; ปริมาณขายอาจอ่อนตัวใน 2Q26E