SET Outlook
ดัชนี SET Index มีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ Sideway เพื่อรอดูความชัดเจนจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะรอดูการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แม้จะมีแรงหนุนจากหุ้นบางกลุ่มที่ได้รับผลบวกเชิงจิตวิทยา แต่ตลาดยังถูกกดดันจากหุ้นขนาดใหญ่บางตัวที่เผชิญปัจจัยเฉพาะตัว ทำให้ภาพรวมตลาดยังคงอยู่ในโหมด Wait-and-see
ปัจจัยในประเทศ:
• Moody's อัปเกรดมุมมองไทย: Moody's Ratings ปรับเพิ่มมุมมอง (Outlook) ความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก "เชิงลบ (Negative)" เป็น "มีเสถียรภาพ (Stable)" และคงอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ Baa1 ... การที่ Moody’s ระบุความเสี่ยงจากมาตรการภาษีของสหรัฐผ่อนคลายลงและโมเมนตัมการลงทุนภายในประเทศปรับตัวดีขึ้น นอกจะเป็นข่าวบวกต่อตลาดหุ้น จะเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มนิคมฯ ด้วย (การลงทุนจากภาครัฐฯ+เอกชน จะเพิ่มขึ้น)
• ลุ้น "คนละครึ่งพลัส" เฟสใหม่: รัฐบาลเตรียมเปิดตัวโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ตั้งเป้าผู้รับสิทธิ 20-30 ล้านคน ตามที่เราเคยประเมินไว้ว่า รัฐบาลน่าจะออก package นี้ในขนาดที่ใหญ่กว่าเดิม เพื่อช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบราคาพลังงานและสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น
• รัฐบาลเล็งขยายเพดานหนี้สาธารณะ : จ่อขยายเพดานหนี้เป็น 75%: กระทรวงการคลังและทำเนียบรัฐบาลกำลังหารือเพื่อปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะต่อ GDP จากปัจจุบันที่ 70% ขึ้นเป็น 75% ซึ่งจะเปิดทางให้รัฐบาลสามารถกู้เงินเพิ่มได้อีกราว 1 ล้านล้านบาท …. หากแผนการก่อนหนี้เพิ่มรอบนี้ ทำให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นมาจริงๆ หุ้นที่ได้อานิสงค์ 2 กลุ่ม คือ ค้าปลีกและธุรกิจที่อิงการลงทุนภาครัฐฯ
• 4 แบงก์รัฐปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ ตั้งแต่ 3 แสน ยัน 30 ล้านบาท หนุนคนไทยสู่พลังงานสะอาด ลดภาระราคาน้ำมัน-ค่าไฟ ทั้งซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 รถไฟฟ้า EV ติดตั้งโซลาร์เซลล์ รวมถึงสนับสนุนผู้ประกอบการปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว ดอกเบี้ยเริ่มต้น 3.25%... หุ้นได้ประโยชน์ จากอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ฟื้น อาทิ SAT, KKP, TISCO, TTB และการติดตั้งระบบ Solar ตามบ้านที่เพิ่มขึ้น หุ้นได้ประโยชน์ อาทิ GUNKUL, ALLA
• ค่าเงินบาท: ปิดตลาดที่ระดับ 32.09 บาท/ดอลลาร์ โดยระหว่างวันแกว่งตัวในกรอบ 32.00-32.12 บาท/ดอลลาร์ ทิศทางยังคงแกว่งออกข้างเพื่อรอปัจจัยใหม่ โดยเฉพาะประเด็นการเจรจาหยุดยิง คาดการณ์วันพรุ่งนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.90-32.15 บาท/ดอลลาร์
• Fund Flow: นักลงทุนต่างชาติอยู่ในฝั่งขายสุทธิรวม 2,865.25 ล้านบาท ขณะที่ ตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติมีกระแสเงินทุนไหลออกสุทธิ 531 ล้านบาท
ปัจจัยต่างประเทศ:
• สถานการณ์ตะวันออกกลาง: จับตาว่าสหรัฐฯ-อิหร่าน จะกลับมาเจรจากันเมื่อใด หลัง Trump ยืดเวลาการเจรจรา(หยุดยิง) ออกไป .... เราประเมินว่า ตราบที่ยังไม่มีการโจมตีกันในระดับที่รุนแรง ตลาดจะยังมีความหวังว่า สองฝ่ายจะมีการเจรจา การตกใจเทขายทองหรือราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น มาจากความตกใจ(ช่วงสั้นๆ) มากกว่า
• ราคา Gas ยังสูงต่อเนื่อง: ฝั่งพลังงานเริ่มเห็นสัญญาณผ่อนคลายบางส่วน ทั้งจากราคาน้ำมันที่ลดลง ราคาก๊าซ LNG spot เอเชียที่ลดลงต่อเนื่อง และ Vitol ระบุว่าการทำลายอุปสงค์ก๊าซเกิดขึ้นอย่าง “มหาศาล” อย่างไรก็ตาม ยุโรปเริ่มเห็นต้นทุนพลังงานกระโดดขึ้น โดยเฉพาะอิตาลีที่พึ่งพาก๊าซสูง
• ตลาดยุโรป: ถูกกดดันจากสงครามอิหร่านผ่านความเชื่อมั่นนักลงทุนที่อ่อนแอลงมาก โดยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนเยอรมนีร่วงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2022 จากแรงกระแทกด้านพลังงาน
• นโยบายการเงินและการจ้างงาน: ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้าเพื่อประเมินผลกระทบจากราคาน้ำมันต่อเงินเฟ้อ ขณะที่ภาคธุรกิจในสหราชอาณาจักรเร่งปลดพนักงานกว่า 11,000 คนในเดือน มี.ค. สะท้อนความระมัดระวังของภาคเอกชน
• เข้าสู่ช่วง Earning Season: บริษัทในตลาดหุ้นทยอยรายงานผลประกอบการ และมีการปรับคำแนะนำการลงทุน ในช่วงนี้ UnitedHealth ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไร, JPMorgan ปรับเพิ่มเป้าดัชนี S&P 500 จากแรงหนุน AI, Barclays ถูกตรวจสอบเรื่องดีล SRT, UBS มีผู้บริหารอาวุโสในเอเชียลาออก, UniCredit ชะลอแผน Commerzbank หากไม่ได้อำนาจควบคุม และหุ้นที่โยงกับมหาเศรษฐีอินโดนีเซียถูกขายจากประเด็น MSCI deletion plan
ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event
• 22 เม.ย.:
o ยอดค้าปลีกล่วงหน้า (Retail Sales Advance MoM) สหรัฐฯ เดือน มี.ค.
o ยอดขายบ้านที่รอการปิดการขาย (Pending Home Sales MoM) สหรัฐฯ เดือน มี.ค.
o ยอดส่งออก (Exports YoY) ญี่ปุ่น เดือน มี.ค.
o ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) ยุโรป เดือน เม.ย.
• 23 เม.ย.:
o จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สหรัฐฯ
o ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (S&P Global US Manufacturing PMI) สหรัฐฯ เดือน เม.ย.
Strategy
• ตลาดหุ้นซื้อขายในลักษณะของการรอข่าวดี แต่หุ้นสภาพคล่องสูง(คนซื้อขายมาก) หลายตัวเจอปัจจัยถ่วง (DELTA, ธนาคาร , CPALL, CPAXT , PTTEP , หุ้นปิโตรเคมี) ทำให้ดัชนีฯ ดูแล้วจะไม่คึกคัก การ switch ไปกลุ่ม(ตัวอื่น) มีผลต่อดัชนีฯ ไม่มาก
• กลยุทธ์ลงทุน เรายังให้ทยอยเข้าซื้อหุ้น จากความหวังในการเจรจาหยุดยิง ที่โอกาสที่จะบรรลุข้อตกลงได้ วันนี้ โอกาส จึงเป็นของหุ้นรอง(ของตลาด) อาทิ TIDLOR*, CCET*, THAI*, COM7* ซึ่งส่วนใหญ่ ราคายังขึ้นมาไม่มาก
• หุ้นในพอร์ตแนะนำ: เรานำ ERW ออก และนำ CCET*, WHA* เข้ามา หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย CCET*(10%), WHA*(10%), CPN(10%), AOT(10%), COM7*(10%), BA*(15%), BGRIM*(15%), SCB(10%), ADVANC*(10%)
Technical : GULF, ATLAS
News Comment:
( + ) Energy (Neutral) US ประกาศขยายระยะเวลาหยุดยิงกับอิหร่าน; รัสเซียลดกำลังการผลิตน้ำมันในเดือน เม.ย.
News Flash:
( + ) Moody's ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยเป็น “มีเสถียรภาพ”
( 0 ) Ground Transport (Underweight) ก.คมนาคมคาดเริ่มเจรจาซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า 1 พ.ค. และตั้งเป้าเริ่มใช้ตั๋วร่วม 2027E
Results Review:
( + ) KTB (ซื้อ/เป้า 38.00 บาท) กำไร 1Q26 ดีกว่าคาดจากกำไรจากเงินลงทุนและ fee มากกว่าคาด
( + ) KBANK (ซื้อ/เป้า 225.00 บาท) กำไร 1Q26 ดีกว่าคาดจาก OPEX น้อยกว่าคาด, Fee มากกว่าคาด
( + ) BBL (ซื้อ/เป้า 195.00 บาท) กำไร 1Q26 ดีกว่าคาดจาก OPEX ลดและมีกำไรจากเงินลงทุนเพิ่ม
( - ) SCB (ปรับลงเป็น ถือ/ปรับเป้าลงเป็น 148.00 บาท) กำไร 1Q26 ต่ำกว่าคาด, เป้าหมายปี 2026E มีความท้าทาย
Company Update:
( - ) GFPT (ถือ/ปรับเป้าลงเป็น 10.20 บาท) กำไรปกติ 1Q26E ชะลอหลังส่งออกไปจีนหยุดชะงักตั้งแต่ 4Q25