SET Outlook
ดัชนีฯ ได้รับ Sentiment เชิงบวกจากความพยายามเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวลดลงหลุดระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถือเป็นการลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อโลก ภาพรวมนี้ทำให้เรามองว่ากระแสเงินทุนจะหมุนเวียนออกจากกลุ่มพลังงานต้นน้ำเข้าสู่กลุ่มค้าปลีก โรงไฟฟ้า และธนาคารพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม กรอบการบวกอาจถูกจำกัดจากความกังวลเรื่องต้นทุนพลังงานในประเทศหลังรัฐบาลตัดสินใจลอยตัวราคาน้ำมันดีเซล
ปัจจัยในประเทศ
• ค่าไฟฟ้าและนโยบายพลังงาน: จับตาบอร์ด กกพ. เปิดรับฟังความคิดเห็น (25-31 มี.ค.) ต่อ 3 สูตรค่าไฟฟ้างวดใหม่ (พ.ค.-ส.ค. 69) ที่ระดับ 3.95, 4.08 และ 4.59 บาทต่อหน่วย แม้จะเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มโรงไฟฟ้าจากการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง แต่จะเป็นปัจจัยลบที่กดดันกำลังซื้อและค่าครองชีพของภาคครัวเรือนในระยะถัดไป
• ภาคการท่องเที่ยว: กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาออกคำเตือนถึงความเสี่ยงที่ไทยอาจสูญเสียนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 3 ล้านคน และรายได้ลดลงกว่า 1.5 แสนล้านบาท หากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อเกิน 6 เดือน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประมาณการ GDP ปีนี้และหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยว (AOT, CENTEL, MINT)
• ปรับขึ้นราคาปลีกน้ำมัน: กบน. ปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร หลังรัฐบาลปล่อยลอยตัวราคาเนื่องจากกองทุนน้ำมันฯ ขาดดุลหนักจากสงครามในตะวันออกกลางที่ดันต้นทุนโลกพุ่งสูง โดยหนี้สาธารณะไทยที่สูงถึง 66% ของ GDP ทำให้เหลือพื้นที่ทางการคลังในการอุดหนุนพลังงานเพียงจำกัดท่ามกลางวิกฤตการณ์อุปทานที่ตึงตัว
• ค่าเงินบาท: ค่าเงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 32.66 บาท/ดอลลาร์ ภาพรวมของเงินบาทยังคงมีความผันผวนสอดคล้องกับภูมิภาค เนื่องจากนักลงทุนในตลาดยังคงระมัดระวังต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
• กระแส Fund Flow: นักลงทุนต่างชาติ ในตลาดหุ้นซื้อสุทธิ 4,815 ล้านบาท (รวมตลาด SET และ MAI) ในตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิ 16,501 ล้านบาท
ปัจจัยต่างประเทศ:
• แผนสันติภาพ 15 ข้อ: สหรัฐฯ เสนอแผนสันติภาพ 15 ข้อที่เน้นการรื้อถอนฐานนิวเคลียร์และจำกัดขีปนาวุธ แต่อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอนี้โดยระบุว่าไม่สมเหตุสมผลและยื่นเงื่อนไข 5 ข้อกลับมา เช่น การเรียกค่าเสียหายจากสงครามและการรับรองอำนาจเหนือช่องแคบฮอร์มุซ และต้องติดตามท่าทีของอิสราเอลและกลุ่มความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) ที่ยังคงมีการโจมตีกันอยู่ต่อเนื่อง ตลาดยังจับตาการเจรจา กดดันราคาน้ำมันดิบและหุ้นโลกผันผวนรุนแรง
• ความเสี่ยงทางทหารของสหรัฐฯ: มีการประเมินฉากทัศน์ความเสี่ยงสูงหากสหรัฐฯ ส่งทหารราบเข้าแทรกแซง เช่น การยึดหรือปิดล้อมเกาะ Kharg (ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันของอิหร่าน) การคุ้มกันเรือสินค้า หรือการบุกยึดยูเรเนียมที่เสริมสมรรถนะแล้ว ซึ่งมีการเตรียมส่งทหารพลร่มชูชีพที่ 82 เข้าสู่พื้นที่
• ราคาน้ำมันดิบและเงินเฟ้อ: ราคาน้ำมัน Brent ปรับตัวลดลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขานรับข่าวการเจรจา ถือเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มธุรกิจที่มีต้นทุนพลังงานสูงและช่วยให้ภาพรวมเงินเฟ้อโลกเริ่มผ่อนคลายลงหลังจากตึงเครียดมาเกือบ 1 เดือน
• ประธานาธิบดีทรัมป์กำหนดเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อประชุมซัมมิตกับสี จิ้นผิง ในวันที่ 14-15 พ.ค. นี้ การเจรจาจะครอบคลุมทั้งเรื่องการค้า สถานการณ์ไต้หวัน และการขอความร่วมมือจากจีนเพื่อรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซท่ามกลางราคาพลังงานที่พุ่งสูง
ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event
• US - Initial Jobless Claims (26 มี.ค.); คาดการณ์สัปดาห์นี้เพื่อประเมินความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานสหรัฐฯ
• TH - ติดตามความคืบหน้าการพิจารณารายชื่อ ครม. อนุทิน 2 หลังผ่านขั้นตอนทูลเกล้าฯ
Strategy
• นักลงทุนมีความฮึกเหิมเป็นอย่างมาก ตามตลาดอื่นๆ ที่เก็งว่ามีโอกาสสูงที่สหรัฐฯจะพยายามยุติสงคราม เมื่อพ้นช่วง Deadline สัปดาห์นี้ไปแล้ว อย่างไรก็ตาม การที่หุ้นขึ้นแรง และยังไม่ทราบผลเจรจา หรือจะเจรจาการได้จริงๆ หรือไม่ ก็มีโอกาสที่ตลาด จะผิดหวังได้เมื่อถึงวันนั้น (ต้นสัปดาห์หน้า ควรจะชัดเจนแล้วว่าจะไปในทางใด)
• กลยุทธ์ลงทุน เก็งกำไรได้ แต่ควรดูข่าวในระหว่างวันประกอบไปด้วย
• หุ้นกลุ่มธนาคาร จาก Bond Yield (10 ปี) ทั่วโลก (US=4.32%; Thai 2.17%) ที่กลับมาพุ่งสูงขึ้นจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ จะยังคงทำให้หุ้นกลุ่มธนาคาร (BBL, KTB, SCB, KBANK) เป็นแหล่งหลบภัยที่ดี (Safe Haven)
• หุ้นในพอร์ตแนะนำ: เรานำ PTTEP ออก และนำ CPN เข้ามาในพอร์ต หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย CPN(20%), KTB(10%), CPALL(10%) , BDMS*(10%), SCB(10%), ADVANC*(10%)
Technical : IVL, CBG
News Comment:
( 0 ) Energy (Neutral) อิหร่านกำลังพิจารณาข้อเสนอของ US แต่ปฏิเสธที่จะเจรจายุติสงคราม
News Flash:
( +/- ) หุ้นที่ได้รับ/เสียประโยชน์จากการปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมัน
Company Update:
( + ) CPN (ซื้อ/เป้า 72.00 บาท) เป้าหมายใกล้เคียงคาด, แผนการเปิดโครงการใหม่ๆยังมีต่อเนื่อง