SET Outlook
คาดดัชนีฯ มีโอกาสปรับตัวลดลงจากการขายหุ้น Tech ในตลาดต่างประเทศในช่วงวันหยุด ท่ามกลางความกังวลเรื่องการลงทุนส่วนเกินใน AI และเม็ดเงินที่หมุนเวียนออกจากหุ้นเติบโตสูง ขณะที่ต้องดูว่าหุ้นน้ำมันและหุ้นธนาคารจะไปในทิศทางใด หลังทราบผลประชุม FOMC ไปเมื่อคืนที่ผ่านมากันแล้ว
ปัจจัยในประเทศ
• นักวิชาการ กาง '7 ข้อเสนอ' วางผัง Energy-Water-Digital สู้ศึก Data Center ทะลัก แต่ กฟภ. ป้อนไฟได้จริงไม่ถึง 20% จี้รัฐเลิกใช้แนวคิด "รับเค้กก่อนสร้างระบบตามหลัง" พร้อมชงโมเดล Zoning และ Bring Your Own Power บังคับทุนข้ามชาติต้องลงทุนระบบไฟ-น้ำเอง ป้องกันผลักภาระค่าโครงข่ายให้ประชาชนแบก เตือนหากแก้เกมไฟสะอาด 24 ชั่วโมงไม่ทัน เสี่ยงโดนเพื่อนบ้านชิงเค้ก AI ข่าวนี้จะมีผลบวกโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้า
• กกพ. เผชิญภารกิจหนัก 'ลดค่าไฟ' เตรียมปฏิรูปรื้อโครงสร้างระบบไฟฟ้าทั้งระบบเพื่อช่วยผู้บริโภคและควบคุมเงินเฟ้อพลังงาน ท่ามกลางแรงบีบด้านมาร์จิ้นของโรงไฟฟ้าที่ไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนเชื้อเพลิงได้เต็มที่ ส่งผลกระทบเชิงลบและจำกัดอัปไซด์ต่อกลุ่ม Power Plant อาทิ GPSC, GULF, RATCH*, EGCO
• พาณิชย์ ผนึกหน่วยงานรัฐเดินหน้าปราบปรามและตรวจสอบแก๊งใช้นอมินีคนไทยถือครองอสังหาริมทรัพย์และที่ดินแทนชาวต่างชาติผ่านนิติบุคคลอำพราง โดยเน้นบังคับใช้กฎหมายและเชื่อมโยงฐานข้อมูลอย่างเข้มงวด เพื่อยกระดับความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจต่อระบบเศรษฐกิจ
• ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมมือกับ BOI และ ก.ล.ต. เตรียมออกเกณฑ์ "BOI to IPO" ภายในไตรมาส 3/2569 เพื่อเร่งดึงดูดบริษัท New Economy ในกลุ่ม EV, Data Center และ PCB เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนระยะยาวต่อหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน
• FTA ไทย-อียู มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ สามารถสรุปข้อตกลงร่วมกันแล้ว 15 บท จากทั้งหมด 24 บท โดยรัฐบาลตั้งเป้าเร่งปิดดีลเปิดตลาดส่งออกและดึงดูดเม็ดเงินลงทุน เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตร อาหาร และชิ้นส่วนอุตสาหกรรมไทย
ปัจจัยต่างประเทศ:
• สถานการณ์ตะวันออกกลาง: ความตึงเครียดกลับมาปะทุขึ้นหลังจากสหรัฐฯ สามารถยิงสกัดกั้นขีปนาวุธนำวิถีของอิหร่านที่มุ่งเป้าถล่มฐานทัพในจอร์แดน สิ้นสุดช่วงเวลาพักรบชั่วคราวและดันให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งกลับขึ้นมาเหนือระดับ 87-88 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงด้าน supply shock และหนุนเงินเฟ้อให้กลับมามีความผันผวนสูงอีกครั้ง
• ผลประชุม FOMC ออกมาตามคาด: ผลประชุม FOMC คืนที่ผ่านมา Fed ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50-3.75% แม้ว่าตลาดช่วงก่อนประชุมเพียง 1 วัน มีความกังวลว่า Fed อาจตัดสินใจกลับลำด้วยการปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้เลย (ก่อนหน้าคาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ย.69) เราประเมินว่าตลาดจะกลับมาบวกได้ และยังมีเวลาในการเตรียมใจหาก Fed ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งหน้า อย่างไรก็ตาม สถานการณ์สงครามมีผลต่อการตัดสินใจของ Fed เป็นอย่างยิ่งเนื่องจากสงครามเป็นตัวผลิต ‘เงินเฟ้อ’ ที่สำคัญที่สุด
• ชิปและเทคโนโลยีโลกดิ่งหนัก: หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และ memory ทั่วโลกร่วงลงอย่างรุนแรง นำโดยดัชนีชิปเอเชียดิ่งลง 7.5% และตลาดหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) ร่วงกว่า 11% จากความกังวลเรื่องอุปทานชิปในจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (CXMT เปิดตัว blockbuster IPO) ประกอบกับความผิดหวังในงบไตรมาสล่าสุดของ SK Hynix ที่ทำให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามต่อความคุ้มค่าของงบลงทุน AI Capex
• หุ้น SpaceX ปรับฐานแรงทำลายสถิติมูลค่าตลาด: ราคาหุ้น SpaceX ปรับตัวลดลงต่อเนื่องกว่า 47% จากจุดสูงสุดเมื่อเดือน มิ.ย. ลบมูลค่าตลาดไปกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมีแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมภูมิรัฐศาสตร์ อัตรา short interest ที่สูงถึง 30% รวมถึงแผนการทยอยปลดล็อกหุ้น (unlock) จำนวนมหาศาลเข้าสู่ตลาดในวันที่ 6 ส.ค. นี้ ซึ่งส่งผลกระทบและกดดันสภาพคล่องของหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่อื่นๆ
Fund Flow และตลาดการเงิน:
• ตลาดหุ้น (SET+MAI): มูลค่าการซื้อขายรวม 89,714.66 ล้านบาท และ นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 1,698.17 ล้านบาท
• ตลาดตราสารหนี้: มูลค่าการซื้อขายรวม 73,534.00 ล้านบาท และ นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 6,856.00 ล้านบาท (โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 5 ปี ปิดที่ 1.58%)
• ค่าเงินบาท: ปิดตลาดที่ระดับ 33.60 บาท/ดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 33.55 - 33.65 บาท/ดอลลาร์)
ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event 27-31 Jul 26
• 30 Jul 26, [CH] Manufacturing PMI (Jun), Surv=50.05, Prior=50
• 30 Jul 26, [CH] Non-manufacturing PMI (Jun), Surv=50.01, Prior=50.1
• 30 Jul 26, [US] JOLTS Job Openings Rate (May), Surv=--, Prior=0.046
• 31 Jul 26, [US] Federal Open Market Committee Rate Decision, Surv=3.625%, Prior=3.625%
Strategy
• ด้วยสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังไม่น่าวางใจ และการขายหุ้น Tech ในตลาดโลกยังอาจไม่จบโดยง่าย หลังข่าวลบของหุ้น Tech ทยอยเข้ามาในตลาด(มากกว่าช่วงก่อนหน้านี้) ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังมีความอ่อนไหวจากการขายทำกำไร
• มุมมองกลยุทธ์ ช่วงที่เหลือของสัปดาห์นี้ แนะนำทยอยขายทำกำไร และเพื่อลดความเสี่ยงของตลาด หลังดัชนีฯ ปรับขึ้นมาชนเป้าหมายระยะสั้นของเราในโซน 1630-1650 จุด แล้ว (SET Index แตะจุดสูงสุดของเดือน ก.ค.ไปที่ 1657 จุด เมื่อ 21 ก.ค.69)
• มีโอกาสสูงที่ตลาดหุ้นไทย อาจพักฐานเพียงช่วงสั้นๆ คือ 1600-1620 จุด ตลาดยังน่าจะได้ประโยชน์ จากการโยกเงินออกจาก Tech เข้าสู่หุ้นอื่นๆ ของตลาดที่มีน้ำหนักของ Tech น้อย รวมทั้งตลาดหุ้นไทย .... หุ้นเป้าหมาย นอกจากหุ้นธนาคาร(ที่วันนี้ ราคาสูงไปหน่อย) จะเป็นกลุ่มค้าปลีก หุ้น Domestic Play (ADVANC, TRUE) หรือหุ้นขนาดใหญ่-กลาง ที่ราคายังขึ้นมาไม่มาก .... ดังนั้น แม้เราจะแนะนำให้ขายทำกำไร แต่ก็เพื่อเตรียมโยกกลุ่มหรือหุ้นชุดใหม่ หลังการปรับฐานจบลง
• พอร์ตหุ้นแนะนำ: เรานำ RATCH*, SCB, TRUE*, HMPRO ออก หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย PTTEP (10%), PTT* (10%)
Technical : JMART, GLOBAL
News Comment:
( + ) Energy (Neutral) US และซาอุฯร่วมมือกันโจมตีกองกำลังที่อิหร่านสนับสนุนในอิรัก
News Flash:
( 0 ) Tourism (Overweight) นักท่องเที่ยวล่าสุด ทรงตัว WoW จากจีนและอินเดียเพิ่ม แต่ไต้หวันลด
Company Update:
( + ) SJWD (ซื้อ/ปรับเป้าขึ้นเป็น 12.00 บาท) 2Q26E จะเติบโตดีมาก จากธุรกิจขนส่ง และ GW ที่ดีขึ้นโดดเด่น
( + ) GLOBAL (ซื้อ/ปรับเป้าขึ้นเป็น 8.20 บาท) คาดกำไร 2Q26E โตเด่น YoY จาก GPM ทำ new high
( 0 ) CPN (ซื้อ/เป้า 72.00 บาท) คาดกำไร 2Q26E โต YoY ได้ต่อเนื่องจากการรับรู้รายได้ศูนย์ฯใหม่