SET Outlook
ตลาดคาดว่าจะยังคงผันผวน เนื่องจากนักลงทุนรอความชัดเจนของตัวแปรสำคัญหลายตัว โดยเฉพาะการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยในวันนี้
ดัชนีฯ วานนี้ ปรับตัวกลับขึ้นมายืนเหนือระดับ 1300 จุด (ปิดที่ 1,305.24 จุด) และหากยืนเหนือระดับนี้ได้อย่างต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเป้าหมายดัชนีฯ จุดต่อไปจะอยู่ที่ 1310-1320 จุด
ปัจจัยในประเทศ
• มาตรการรัฐบาล (Quick Big Win): คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 68 ใช้วงเงินงบประมาณ 44,000 ล้านบาท (เทียบเท่าประมาณ 1.36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชนในช่วงที่เหลือของปี 2568 (เริ่มใช้สิทธิ์ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค. 68) โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ได้ 0.3 ถึง 0.4 เปอร์เซ็นต์พอยต์
• การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.): การประชุม กนง. ในวันนี้ (8 ต.ค.) เป็นประเด็นที่ตลาดให้ความสำคัญสูงสุด โดย ดาโอ คาดว่า กนง. จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% จากอัตราปัจจุบันที่ 1.50% (คาดการณ์ใหม่ที่ 1.31%) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวและการแข็งค่าของเงินบาท การปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะเป็นผลดีต่อหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์และกลุ่มที่มีหนี้สูง แต่ควรระมัดระวังการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคาร
• หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์พุ่ง: หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทยปรับตัวขึ้นแรงเมื่อวานนี้ (7 ต.ค.) ตอบรับบรรยากาศเชิงบวกจากข่าวเทคโนโลยีในสหรัฐฯ กรณี OpenAI ทำข้อตกลงกับ AMD เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI นอกจากนี้ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ น้อยกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากได้รับข้อยกเว้นบางส่วนในการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ดาโอ แนะนำให้ระมัดระวังการขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มดังกล่าว
• ค่าเงินบาทและ Fund Flow: เงินบาทปิดตลาดเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 68 ที่ระดับ 32.53 บาทต่อดอลลาร์ โดยอ่อนค่าลงตามทิศทางภูมิภาค นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย (SET+MAI) เป็นจำนวน 1,319.80 ล้านบาท แต่มีการขายสุทธิในตลาดพันธบัตร 1 ล้านบาท
ปัจจัยต่างประเทศ:
• US Government Shutdown: ความไม่แน่นอนของการปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการฉุดรั้งความเชื่อมั่นและกดดันให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การปิดหน่วยงานยังทำให้ตลาดขาดข้อมูลสำคัญทางเศรษฐกิจในการประเมินภาวะของเศรษฐกิจสหรัฐฯ
• ราคาทองคำพุ่งสูง: ราคาทองคำปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ระดับประมาณ 3,977 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยได้รับแรงหนุนจากวิกฤตความไม่แน่นอนทางการเมืองทั่วโลก (รวมถึง US Shutdown และวิกฤตการณ์ทางการเมืองในฝรั่งเศส) และยังมีความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ภายในสิ้นเดือนนี้
• วิกฤตการเมืองฝรั่งเศส/ญี่ปุ่น: การลาออกของนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสและการชนะเลือกตั้งหัวหน้าพรรค LDP ของ Sanae Takaichi ในญี่ปุ่นได้เพิ่มความไม่แน่นอนในตลาดการเงิน การชนะของ Takaichi เพิ่มความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นทางการคลังเชิงรุกในญี่ปุ่น และลดความคาดหวังว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ต.ค. นี้ ซึ่งส่งผลให้เงินเยนอ่อนค่าลงอย่างมาก (150.74 เยน/ดอลลาร์) และอาจนำไปสู่การกลับมาของ Yen Carry Trade
• รายงาน World Bank EAP Economic Update (Oct 2025): รายงานนี้คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโต GDP ของไทยในปี 2568 จะอยู่ที่ 2.0% และชะลอตัวลงเหลือ 1.8% ในปี 2569 การเติบโตที่ช้าลงสะท้อนถึงผลกระทบจากปัจจัยภายนอกและปัญหาภายใน เช่น ความไม่แน่นอนด้านนโยบาย
ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event
• TH-BoT Benchmark Interest Rate ; (คาดการณ์: 1.31%, ครั้งก่อน: 1.50%)
• รมว.พลังงาน แถลงนโยบายด้านพลังงานของกระทรวง
Strategy
• ตลาดคาดว่าจะผันผวนเนื่องจากต้องรอความชัดเจนจากปัจจัยสำคัญภายนอก เช่น US Government Shutdown และปัจจัยภายใน คือผลการประชุม กนง. ในวันนี้ มาตรการเศรษฐกิจของรัฐบาลมีความชัดเจนและคาดว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและตลาดหุ้นได้ในระดับหนึ่ง
• กลยุทธ์หลัก แนะนำให้ เก็งกำไรในช่วงสั้นๆ (Trading) และสะสมหุ้นที่ราคาปรับตัวลงมามาก
• หุ้นในพอร์ตแนะนำ : เรานำ SISB เข้ามา หุ้นที่เหลือในพอร์ตประกอบไปด้วย SISB(10%), COM7*(10%), PTTEP(10%), CENTEL(10%), GULF(10%), SCB(10%), ADVANC(20%)
Technical : CRC, TURBO
News Flash:
( + ) Tourism (Neutral) นักท่องเที่ยวล่าสุด +16% WoW จากจีน, รัสเซียและอินเดีย
( + ) ครม. อนุมัติคนละครึ่งพลัส ตามคาด สั่งฟู้ดเดลิเวอรี่ได้
Company Update:
( 0 ) SAV (ซื้อ/เป้า 18.00 บาท) กำไร 3Q25E จะชะลอเล็กน้อย จากการปิดน่านฟ้า ไทย-กัมพูชา