SET Outlook
ตลาดยังมีความผันผวน แต่มีสัญญาณซื้อจากนักลงทุนให้เห็นบ้างแล้ว คาดว่า ถ้าวันนี้ ตลาดยังมองในเรื่องการเปิดเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซอยู่ ตลาดจะบวกต่อได้ ส่วนของไทย ต้องรอดูว่าศาลฯ จะรับคำร้องเรื่องบัตรเลือกตั้งหรือไม่ รวมทั้งจะสั่งให้ชะลอการตั้งรัฐบาลหรือไม่ด้วย
ปัจจัยในประเทศ
• เรื่องสำคัญของวันนี้ ประเด็นบัตรเลือกตั้ง: วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญเตรียมตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับคำร้อง ปมบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งที่อาจทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับและขัดต่อรัฐธรรมนูญ หากมีการรับคำร้องและ ให้ชะลอการตั้งรัฐบาล อาจมีผลต่อตลาดหุ้นได้
• มาตรการรับมือราคาพลังงาน: รัฐบาลเตรียมคุมราคาดีเซลไม่ให้เกิน 33 บาทต่อลิตร แม้สถานะกองทุนน้ำมันจะติดลบสะสมมากกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท รวมถึงมีแผนกู้เงินแสนล้านและเจรจาซื้อน้ำมันจากรัสเซียเพื่อลดภาระค่าครองชีพแต่ต้องรอรัฐบาลใหม่ลงนามอนุมัติกู้เงิน พร้อมเตรียมตรึงค่าไฟฟ้างวดใหม่ พ.ค.-ส.ค. 69 ตามเป้าหมายเดิมที่ 3.88 บาทต่อหน่วย พร้อมเร่งใช้ B10 และขยับเพิ่มส่วนต่างราคาแก๊สโซฮอล์ E10 (95/91) และแก๊สโซฮอล์ E20 เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่ 3 บาทต่อลิตร .... ผลกระทบเกิดกับหุ้นโรงไฟฟ้า และหุ้นปั๊มน้ำมัน
• ค่าเงินบาท: ปิดตลาดที่ระดับ 32.33 บาท/ดอลลาร์ (เปิดตลาดช่วงเช้าที่ 32.40 บาท/ดอลลาร์) ปัจจัยหลักที่นักลงทุนจับตาคือ สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยังคงดำเนินอยู่ และผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางประเทศหลักที่จะทยอยออกมาในสัปดาห์นี้ เช่น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด), ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ), ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB)
• กระแส Fund Flow: นักลงทุนต่างชาติ ในตลาดหุ้นซื้อสุทธิ 2,441 ล้านบาท (รวมตลาด SET และ MAI)
ในตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิ 1,892 ล้านบาท
ปัจจัยต่างประเทศ:
• สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน : การโจมตียังเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดรนและขีปนาวุธของอิหร่านโจมตีแหล่งน้ำมันหลายแห่งของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ทำให้มีการระงับการขนส่งน้ำมัน กดดันราคาน้ำมันดิบยืนสูงต่อเนื่อง ติดตามการรวบรวมพันธมิตรของโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงการขอความร่วมมือจากจีน เพื่อให้ช่วยเปิดเส้นทางขนส่งช่องแคบฮอร์มุซ ด้านอิหร่านตั้งเงื่อนไขการผ่านเส้นทางเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน โดยส่วนใหญ่จะพิจารณาจากการเลือกข้างทางการเมือง ระหว่างนี้อาจได้เห็นหลายประเทศเข้าพยายามเจรจากับอิหร่านได้
• การประชุม FOMC : ผลการประชุม FOMC ตามเวลาประเทศไทยจะรู้ช่วงเช้าพรุ่งนี้ (19) โดยตลาดมองว่าเป็นไปได้สูงที่จะคงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ดังเดิม จากสงครามอิหร่าน ที่ส่งผลให้เกิดวิกฤตพลังงาน ซึ่งเป็นตัวกดดันเงินเฟ้อได้
ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event
• JN - Exports; (คาดการณ์: 2.98%, ครั้งก่อน: 16.80%)
• US - PPI Final Demand; (คาดการณ์: 0.29%, ครั้งก่อน: 0.50%)
• US - FOMC Rate Decision; (คาดการณ์กรอบบน: 3.72%, คาดการณ์กรอบล่าง: 3.47%)
• TH - การประชุมศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับคำร้องเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569
Strategy
• การตอบรับในเรื่องความพยายามให้เรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็นตัวแปรสำคัญของตลาด แต่เราประเมินว่า ยังคงมีความไม่แน่นนอนสูง เพราะยังหาข้อสรุปไม่ได้เลย และของไทย วันนี้ ศาลฯจะพิจารณารับคำร้องประเด็นบัตรเลือกตั้ง จะมีผลทั้งบวก/ลบ ต่อตลาดด้วย
• กลยุทธ์ลงทุน การที่ตลาดมีแรงซื้อวานนี้ ทำให้ความหวังเรื่องการขึ้นไปปิด gap ที่ 1466 จุด กลับเข้ามาอีกครั้ง แม้ยังมีความไม่แน่นอนในเรื่องสงครามก็ตาม แต่สำหรับนักเก็งกำไร สามารถเรามาลงทุนในกรอบเวลาสั้นๆได้
• list ของหุ้นที่ เตรียมช้อนซื้อ ถ้าสงครามมีแนวโน้มดีขึ้น หากวันใดวันหนึ่ง สถานการณ์สงครามพลิกกลับมาดีขึ้น(ต่อตลาด) เราคัดหุ้นใหญ่-กลาง 4 ตัว ที่ราคาลงมามาก และมีโอกาสดีดตัวกลับ คือ CBG, BGRIM*, ERW, BDMS* โดยหุ้นเหล่านี้ จะซื้อก็ต่อเมื่อสถานการณ์ตะวันออกกลางกำลังจะดีขึ้น เท่านั้น
• หุ้นในพอร์ตแนะนำ: เรานำ AOT, BDMS* เข้ามาในพอร์ต หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย AOT(10%), BDMS*(20%), SCB(10%), ADVANC*(10%)
Technical : CBG, CCET
News Comment:
( + ) Energy (Neutral) รัฐบาลประกาศทยอยขึ้นราคาน้ำมันดีเซล ตั้งเพดานไม่เกิน Bt33.00/litre
News Flash:
( + ) Tourism (Neutral) นักท่องเที่ยวล่าสุด +2% WoW จากอินเดียและจีน, ฟื้นตัวดีกว่าคาด
( - ) Bank (Overweight) Wise เป็น Non-bank รายแรกที่ได้รับใบอนุญาตครบชุดในไทย เตรียมเปิดตัวฟีเจอร์บัญชีหลายสกุลเงินสำหรับบุคคลทั่วไปและภาคธุรกิจ
Company Update:
( - ) TISCO (ถือ/เป้า 110.00 บาท) คาดกำไร 1Q26E ลดลงทั้ง YoY/QoQ จากสำรองฯเพิ่ม