
อาจฟังดูเป็นเรื่องเดิม ๆ ทั่วไปในเรื่องการเก็บออมเงิน แต่ยังมีประโยชน์อีกอย่างหนึ่งที่ซ่อนอยู่จากการออมเงิน นั่นคือ การออมเงินในอัตราการที่สูงขึ้นจะช่วยสร้างพอร์ตการลงทุนได้เร็วขึ้น และอาจช่วยเราเกษียณได้อย่างมีฐานะทางการเงินที่ดีขึ้นด้วย
ลองพิจารณาตัวอย่างของคน 2 คน ซึ่งมีรายได้ 250,000 ดอลลาร์ต่อปี เริ่มออมเงินเมื่ออายุ 35 ปี
คนที่ 1 ประหยัดค่าใช้ได้ 10% หรือ 25,000 ดอลลาร์ต่อปี คนที่ 2 ประหยัดได้ 30% หรือ 75,000 ดอลลาร์ต่อปี
โดยคนที่ 1 ซึ่งออมน้อยกว่าและใช้จ่ายปีละ 225,000 ดอลลาร์ จะต้องมีเงินออมเพื่อการเกษียณประมาณ 5.6 ล้านดอลลาร์ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตในแบบเดิมได้
ส่วนคนที่ 2 เก็บออมมากกว่าและใช้จ่ายปีละ 175,000 ดอลลาร์ จะต้องใช้เงินประมาณ 4.4 ล้านดอลลาร์ ผลที่ได้คือการเป้าหมายเกษียณได้เร็วกกว่า
จากตัวอย่างดังกล่าว คนที่ 1 อาจเกษียณได้เมื่ออายุประมาณ 73 ปี ส่วนคนที่ 2 อาจเกษียณได้เมื่ออายุ 57 ปี
โดยการคำนวณนี้ไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ เช่น เงินประกันสังคม เงินบำนาญ ภาษี อัตราเงินเฟ้อ หรือการลงทุน แต่ประเด็นสำคัญที่เห็นจากตัวอย่าง คือ อัตราการออมเงินเพิ่มขึ้นและการประหยัดมีความสำคัญมากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด
แต่คำถามที่ว่าควรออมเงินเท่าไหร่ดีนั้น เป็นปัญหาที่หลายคนเจอมาโดยตลอด
อัตราการออมมักเป็นเรื่องส่วนบุคคล ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น อายุเกษียณที่ต้องการ และเป้าหมายทางการเงินอื่น ๆ รวมถึงรายละเอียดบางอย่าง เช่น อายุขัยเฉลี่ยของแต่ละบุคคล
แต่อย่างไรก็ตาม การออมเงิน มีหลักการคร่าว ๆ ที่สามารถนำไปใช้เป็นจุดเริ่มต้นได้ ตัวอย่างเช่น กฎ 50 - 30 - 20
ตัวเลข 50 - 30 - 20 หมายถึง สัดส่วนของเงินเดือนในแต่ละเดือน ที่นำมาจัดสรรในชีวิตของเรา แบ่งออกเป็น 50% ของเงินเดือนสำหรับใช้จ่ายสิ่งจำเป็น เช่น อาหารและที่อยู่อาศัย 30% สำหรับใช้จ่ายเพื่อความบันเทิงและการท่องเที่ยวที่เราต้องการ และ 20% สำหรับการออมและการชำระหนี้
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าหากสามารถเก็บออมอย่างน้อย 20% ของรายได้เมื่อเวลาผ่านไป 10, 20 หรือ 30 ปี จำนวนเงินที่สะสมมาทำให้เรามีสุขภาพทางการเงินที่ดีมาก
บ่อยครั้งที่หลายคนเริ่มต้นการออมเงินเพื่อการเกษียณในจำนวนที่คิดว่าเพียงพอ แต่โดยไม่รู้ตัว กลับกลายเป็นว่าเราออมไม่เพียงพอเมื่อเวลาผ่านไป เนื่องจากการใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ฟุ่มเฟือย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ เมื่อเราได้เงินเดือนขึ้นก็ใช้จ่ายมากขึ้นกับสิ่งต่าง ๆ เช่น บ้านหลังใหญ่ขึ้นและรถยนต์หรูหราขึ้น แต่ไม่ได้ปรับเพิ่มเงินออมตามไปด้วย
ขณะเดียวกัน การลดค่าใช้จ่ายก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน ที่ปรึกษาทางการเงินมักแนะนำว่า คนอายุน้อยสามารถสร้างนิสัยการออมได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แต่ทุกคนก็สามารถลดค่าใช้จ่ายได้เช่นกัน อาจวางแผนลดค่าใช้จ่ายแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้สอดคล้องกับความจำเป็นการใช้ชีวิตของเรา
ตัวอย่างเช่น ค่อย ๆ ลดการช้อปปิ้งซื้อสินค้าออนไลน์ลง ลดการทานอาหารนอกบ้าน เป็นต้น
รูปแบบการออมและลดการใช้จ่ายนั้น ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องตายตัว สิ่งสำคัญคือ ต้องมีความตั้งใจ กำหนดแผนการไว้ล่วงหน้า และมีระเบียบวินัย
©2026 บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) สงวนลิขสิทธิ์