
ทำไมผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) จึงสูงขึ้นในช่วงนี้ ปัจจัยสำคัญมาจากความกังวลของตลาดเกี่ยวกับภาระหนี้ของรัฐบาลหลายประเทศ รวมถึงความไม่แน่นอนจากสงครามสหรัฐฯ กับอิหร่าน ราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และการใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ที่เพิ่มขึ้น เมื่อรัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินมากขึ้น นักลงทุนก็ต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้น เพื่อชดเชยความเสี่ยงจึงส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้น
ราคาพันธบัตรกับอัตราผลตอบแทนมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้าม เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรใหม่สูงขึ้น ราคาของพันธบัตรเดิมที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าก็มักปรับตัวลง นี่คือเหตุผลที่ผู้ลงทุนในพันธบัตรอาจเห็นมูลค่าพอร์ตลดลงในระยะสั้น แม้ว่าพันธบัตรจะยังคงจ่ายดอกเบี้ยตามเงื่อนไขเดิมก็ตาม
สิ่งที่นักลงทุนควรให้ความสนใจคือ อายุของพันธบัตร หรือระยะเวลาที่ผลตอบแทนจะได้รับกลับคืนมา ราคาของพันธบัตรที่มีอายุยาวจะมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยมากกว่าพันธบัตรระยะสั้น ดังนั้นหากอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้น ราคาพันธบัตรระยะยาวก็มีแนวโน้มที่จะปรับตัวลงแรงกว่า นักลงทุนที่ถือกองทุนตราสารหนี้ระยะยาวจึงอาจเห็นความผันผวนของมูลค่าพอร์ตอย่างชัดเจนในช่วงที่ดอกเบี้ยกำลังปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพันธบัตรที่ซื้อไว้ก่อนหน้านี้อาจมีราคาลดลง แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เป็นโอกาสสำหรับเงินที่จะนำไปลงทุนในพันธบัตรใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น นักลงทุนที่ซื้อพันธบัตรในช่วงนั้นก็มีโอกาสได้รับรายได้จากดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในระยะยาว ดังนั้น การปรับตัวขึ้นของ Bond Yield จึงไม่ใช่ข่าวลบสำหรับทุกคน
ในการลงทุนนั้นพันธบัตรอาจให้ผลตอบแทนในระยะยาวต่ำกว่าหุ้น แต่ข้อดีของพันธบัตร คือมีความผันผวนน้อยกว่าและสามารถช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน
นักลงทุนที่ถือทั้งหุ้นและพันธบัตรในพอร์ต นอกจากพันธบัตรจะให้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยแล้วยังช่วยกระจายการถือครองสินทรัพย์ โดยเฉพาะผู้ที่ใกล้วัยเกษียณ การมีสินทรัพย์ที่มีความผันผวนน้อยกว่าหุ้นช่วยลดความเสี่ยงที่พอร์ตจะได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงตลาดหุ้นตก
ดังนั้นเมื่อราคาพันธบัตรลดลง สิ่งแรกที่นักลงทุนควรทำไม่ใช่การขายทุกอย่างออกไปด้วยความตกใจ แต่ควรกลับมาดูว่าแท้จริงแล้วเราถือพันธบัตรประเภทใดและมีสัดส่วนมากน้อยเพียงใด ขณะเดียวกันควรตรวจสอบสัดส่วนหุ้นในพอร์ตของเราด้วย เพราะหากตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมามาก สัดส่วนหุ้นอาจเพิ่มขึ้นจนเกินระดับความเสี่ยงที่ตั้งใจไว้โดยไม่รู้ตัว
การปรับสมดุลพอร์ต หรือ Rebalancing จึงความสำคัญมากกว่าการพยายามคาดเดาว่าอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นหรือลงในระยะสั้น
ดังนั้นในสถานการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยกำลังมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น เป็นจังหวะที่นักลงทุนควรพิจารณาระยะเวลาการลงทุน ระดับความเสี่ยง สัดส่วนการลงทุนหุ้นและพันธบัตร รวมถึงเป้าหมายทางการเงินของตนเอง ไม่ควรตื่นตระหนกกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด เพราะการลงทุนที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับการคาดการณ์ตลาดให้ถูกทุกครั้ง แต่ขึ้นอยู่กับการจัดพอร์ตให้เหมาะสมกับสิ่งที่เราต้องการและความเสี่ยงที่เราสามารถรับได้
©2026 บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) สงวนลิขสิทธิ์