
ในช่วงปี 2020 มีการพูดถึงตลาดการเงินที่เปรียบเทียบกับการบิน นั่นคือ เงินเฟ้อในประเทศร่ำรวยพุ่งสูงขึ้นและธนาคารกลางต่าง ๆ ก็ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างช้า ๆ เพื่อพยายามชะลอเศรษฐกิจ หากเข้มงวดนโยบายการเงินมากเกินไป กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็จะถูกบีบจนหยุดชะงักกะทันหัน เกิดภาวะ ‘Hard Landing’ หรือเรียกว่า ‘การลงจอดอย่างรุนแรง’ แต่หากทำถูกวิธีโดยไม่ทำให้เศรษฐกิจถดถอยผลลัพธ์ที่ได้คือ ‘การลงจอดอย่างนุ่มนวล’ หรือที่เรียกว่า ‘Soft Landing’ อัตราเงินเฟ้อจะลดลงแต่เศรษฐกิจจะหลีกเลี่ยงภาวะตกต่ำ
แต่เมื่อมองย้อนไปในอดีตพบว่า การลงจอดอย่างรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยกว่าการลงจอดอย่างนุ่มนวล
ขณะเดียวกันมีการพูดถึงสถานการณ์ที่ 3 นั่นคือ ‘No Landing หรือ ไม่มีการลงจอด’ หมายถึงการที่อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ระดับสูง ในขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจก็ยังคงร้อนแรงต่อไป ดูภาวะนี้ได้รับการปฏิเสธจากธนาคารกลางเนื่องจากเป้าหมายหลักของธนาคารกลาง คือการคุมเงินเฟ้อให้อยู่ที่ประมาณ 2% การยอมรับภาวะ ‘No Landing’ จึงเท่ากับการยอมรับความล้มเหลวในการคุมเงินเฟ้อ
แต่เมื่อมองมาที่ปัจจุบันกลับดูเหมือนเงินเฟ้อของธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่เคยลดลงมาถึงเป้าหมาย 2% ที่ใกล้เคียง คือแตะระดับต่ำสุดที่ 2.3% ในเดือนเมษายน 2025 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อล่าสุดในออสเตรเลียพุ่งขึ้นไปถึง 4% สหราชอาณาจักร 2.6% และยูโรโซนอยู่ที่ 2.8%
นักลงทุนและผู้บริโภคต่างคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่าเป้าหมายจะยังคงอยู่ต่อไป ในแบบสำรวจรายเดือนล่าสุดของ Bank of America ที่สอบถามผู้จัดการกองทุน พบว่า 54% ของผู้เข้าร่วมสำรวจคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะ ‘ไม่ชะลอตัว’ ในอีก 12 เดือนข้างหน้า ส่วนในแบบสำรวจล่าสุดของมหาวิทยาลัยมิชิแกนที่สอบถามผู้บริโภคชาวอเมริกัน พบว่า ค่าเฉลี่ยของผู้ตอบแบบสอบถามคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 4.2% ในปีหน้า การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ช่วงที่สหรัฐฯ และอิสราเอล เริ่มโจมตีอิหร่าน ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือ อัตราเงินเฟ้อไม่เคยต่ำกว่า 2% มาตั้งแต่ต้นปี 2021 ปัจจุบันผู้ตอบแบบสอบถามของมหาวิทยาลัยมิชิแกนคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยจะสูงกว่า 3% ในระยะยาว
ดังนั้น บทเรียนจากการลงทุนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อสูงมีอะไรบ้าง?
ประการแรก นอกเหนือจากจีนแล้วตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดของโลกทั้งหมดต่างก็มีผลประกอบการที่ดีพอสมควรไปจนถึงดีเยี่ยม นับตั้งแต่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพุ่งสูงขึ้นในปี 2021 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเติบโตของกำไรที่รวดเร็ว อีกส่วนหนึ่งที่เชื่อมโยงกันก็คือ ความก้าวหน้าในด้านปัญญาประดิษฐ์ที่รวดเร็วยิ่งกว่า อย่างไรก็ตามในกรณีที่ไม่มีปัจจัยเหล่านี้ หุ้นก็ยังคงเป็นตัวแทนของการเรียกร้องสิทธิ์ในกำไรที่แท้จริงซึ่งเพิ่มขึ้นพร้อมกับราคาสินค้าอื่น ๆ ช่วยปกป้องมูลค่าของหุ้นจากเงินเฟ้อ
ด้วยเหตุผลเดียวกัน พันธบัตรจึงให้ผลตอบแทนที่แย่แก่นักลงทุนในช่วงที่ผ่านมา ดัชนีพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สูญเสียมูลค่าที่แท้จริงไปประมาณ 20% ผลกระทบส่วนใหญ่มาจากการที่เงินเฟ้อกัดกร่อนผลตอบแทนดอกเบี้ยและเงินต้นที่จ่ายเป็นจำนวนเงินคงที่ ส่วนที่เหลือมาจากการเพิ่มขึ้นของผลตอบแทน ซึ่งทำให้ราคาพันธบัตรลดลง หากผู้ถือพันธบัตรในปัจจุบันกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นในอนาคตก็จะมีความต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชย
ประการสุดท้ายคือ เงินเฟ้อส่งผลให้แม้แต่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินเฟ้อในระยะยาวก็ผันผวนอย่างรุนแรง เช่น ทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์คลาสสิกที่ใช้ป้องกันการลดค่าของเงิน ได้สูญเสียมูลค่าตลาดไปเกือบ 1 ใน 4 นับตั้งแต่จุดสูงสุดในเดือนมกราคม
โลกที่อัตราเงินเฟ้อสูงไม่ได้ทำให้ค่าเงินลดลงเท่านั้น แต่ยังกระตุ้นให้นักลงทุนและผู้บริโภคมีพฤติกรรมที่คาดเดาได้ยากขึ้น ทำให้เกิดความผันผวนขึ้นด้วยเหตุนี้เอง เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาจึงมักได้ยินว่าสถานการณ์ที่เครื่องบินไม่มีทางลงจอด แท้จริงแล้วเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราวเท่านั้น ในที่สุดเครื่องบินจะถูกกระแทกจนต้องลงจอดในที่สุด
ที่มาข้อมูล : https://www.economist.com/finance-and-economics/2026/07/21/how-investors-learned-to-live-with-inflation
©2026 บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) สงวนลิขสิทธิ์