
โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ จากการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีสะอาดและการปฏิวัติดิจิทัล ทว่าเบื้องหลังของกังหันลม ยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อยู่ Data Center นั้น กลับต้องพึ่งพาสิ่งพื้นฐานที่อยู่ใต้ผืนโลกนั่นคือ แร่ธาตุสำคัญ เช่น ลิเธียม โคบอลต์ นิกเกิล ทองแดง และธาตุหายาก (Rare Earths)
รายงานสถานการณ์การค้าโลกฉบับล่าสุดเดือนมิถุนายน 2569 จากองค์การการค้าและการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNCTAD) ร่วมกับสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า บรรดาแร่ธาตุเหล่านี้กำลังกลายเป็นน้ำมันดิบแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ไม่เพียงแต่กำหนดทิศทางพลังงาน แต่กำลังเปลี่ยนแปลงพลวัตของโลกใน 4 ด้านสำคัญ ดังนี้
1. ความต้องการที่พุ่งทะยาน
ความต้องการแร่ธาตุสำคัญไม่ได้เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยมีปัจจัยเร่งจากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลและการลดคาร์บอนทั่วโลก จากการคาดการณ์ของ UNCTAD ระบุว่า แนวโน้มความต้องการแร่ธาตุสำคัญอย่างลิเธียมมีความต้องการพุ่งสูงที่สุดถึง 353% ในช่วงปี 2004 - 2040 เฉพาะภาคส่วนของเทคโนโลยีสะอาดจะความต้องการลิเธียมเพิ่มจาก 62% ในปี 2024 ไปเป็น 87% ในปี 2040
โดยในช่วงปีเดียวกัน คาดว่า กราไฟต์ มีความต้องการเพิ่มขึ้น 131% โดยมีสัดส่วนในเทคโนโลยีสะอาดเพิ่มจาก 32% เป็น 52% ขณะที่แร่ธาตุอื่น ๆ อย่าง นิกเกิล มีความต้องการเพิ่มขึ้น 69% แม่เหล็กหายากเพิ่มขึ้น 65% โคบอลต์เพิ่มขึ้น 49% และทองแดงเพิ่มขึ้น 28%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าในอนาคตอันใกล้ แร่ธาตุส่วนใหญ่ของโลกจะไม่ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมดั้งเดิมอีกต่อไป แต่จะถูกนำไปใช้กับระบบกักเก็บพลังงานจากแบตเตอรี่และการคมนาคมขนส่งอัจฉริยะ
2. การกระจุกตัว
ปัญหาใหญ่ที่สุดของการค้าแร่ธาตุสำคัญไม่ใช่เรื่องปริมาณรวมในโลกไม่พอ แต่เป็นเรื่องการกระจุกตัวของแหล่งภูมิศาสตร์ในขั้นการทำเหมืองไปจนถึงขั้นการแปรรูปและการสกัดซึ่งเป็นขั้นตอนที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุด จากข้อมูลระบุว่าในช่วงปี 2025 – 2026 ตลาดแร่ธาตุตกอยู่ในมือของประเทศเพียงไม่กี่ราย โดยโคบอลต์ (Cobalt) สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกครอบครองตลาดถึง 74% และมีการสกัดแร่กระจุกตัวสูงอยู่แอฟริกา
นิกเกิล (Nickel) อินโดนีเซียครองตลาดการผลิตอยู่ที่ 67% และครอบครองกำลังการสลัดอยู่ที่ 43% ถือเป็นผู้ควบคุมซัพพลายแบตเตอรี่ EV รายใหญ่ ส่วนธาตุหายาก (Rare Earths) มีประเทศจีนครองการผลิตถึง 69% และจีนยังเป็นผู้นำเบ็ดเสร็จทั้งการสกัดและการถลุง
เมื่อพิจารณาภาพรวมของ 3 ประเทศชั้นนำในแต่ละกลุ่มแร่ มีการควบคุมผลผลิตรวมกันสูงถึง 70 - 90% การกระจุกตัวระดับสูงนี้ สร้างความเสี่ยงอย่างใหญ่หลวงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจโลก หากเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์หรือภัยธรรมชาติในประเทศเหล่านี้ ห่วงโซ่อุปทานมีความเสี่ยงที่อาจเกิดการหยุกชะงักได้ทันที
3. มาตรการกีดกันทางการค้า
รัฐบาลต่าง ๆ ทั่วโลกจึงหันมาใช้มาตรการทางภาษีและการค้าเป็นอาวุธตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา มีการออกมาตรการจำกัดการส่งออกใหม่เกือบ 100 มาตรการ แบ่งออกเป็นข้อกำหนดด้านใบอนุญาตส่งออก 37 รายการ การตั้งกำแพงภาษีส่งออก 31 รายการ การห้ามส่งออก 29 รายการ เช่น การห้ามส่งออกแร่เพื่อบังคับให้ตั้งโรงงานในประเทศ
คองโก ได้ออกมาตรการมากที่สุด รองลงมาคือจีนและอินโดนีเซีย โดยมีเป้าหมายให้บริษัทข้ามชาติต้องมาลงทุนตั้งโรงงานในประเทศของตนแทนที่จะขุดแร่ออกไปสกัดแปรรูปในประเทศที่พัฒนาแล้ว กลยุทธ์นี้ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในประเทศ แต่อีกด้านหนึ่งก็สร้างความผันผวนต่อตลาดโลก
4. ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่
เมื่อกลไกการค้าเสรีแบบเดิมเริ่มพึ่งพาไม่ได้ โลกจึงเปลี่ยนทิศทางไปสู่การสร้างพันธมิตรเฉพาะกลุ่มขึ้น รายงานระบุว่ามีข้อตกลงความร่วมมือด้านแร่ธาตุสำคัญเกิดขึ้นถึง 73 ฉบับซึ่งในจำนวนนี้มีถึง 58 ฉบับที่เพิ่งลงนามนับตั้งแต่ปี 2022 แสดงให้เห็นถึงความเร่งรีบของประเทศมหาอำนาจในการหาพันธมิตรที่ไว้ใจได้ อย่างไรก็ตามรูปแบบความร่วมมือเหล่านี้ยังคงมีความเหลื่อมล้ำ กลุ่มประเทศที่พัฒนาด้วยกันมีการลงนามข้อตกลงร่วมกันถึง 23 ฉบับเพื่อสร้างห่วงโซ่ที่ปิดและปลอดภัย
ขณะที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา มีข้อตกลง 26 ฉบับ แต่ส่วนใหญ่มักเน้นไปที่การสกัดแร่เป็นหลัก ซึ่งยังขาดข้อกำหนดในการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศต้นทาง
รายงานของ UNCTAD เตือนว่า การค้าแร่ธาตุสำคัญกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ แร่ธาตุเหล่านี้จะเป็นโอกาสทองของประเทศกำลังพัฒนาในสร้างรายได้จากการส่งออก ดึงดูดการลงทุนระดับโลก และยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรมของประเทศ
แต่หากเดินหน้าผิดทิศทาง มันจะเป็นการตอกย้ำวงจรเดิม ๆ ของลัทธิล่าอาณานิคมทางทรัพยากรที่ทิ้งปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมไว้กับประเทศยากจนและแบ่งแยกตลาดโลกที่มีทั้งการแข่งขันและความขัดแย้งกันเอง
สิ่งจำเป็นเร่งด่วนคือ โลกต้องมีกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในรูปแบบใหม่ที่เปิดกว้าง มั่นคง และเป็นธรรม ประเทศกำลังพัฒนาต้องรวมกลุ่มเพื่อให้เกิดอำนาจต่อรองในการขุดกลัดแร่ การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาทักษะแรงงาน ขณะเดียวกันนโยบายการค้าโลกยุคใหม่จะต้องไม่มองแค่ความมั่นคงด้านอุปทานของประเทศร่ำรวย แต่ต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรด้วย
ข้อมูลอ้างอิง UNCTAD
©2026 บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) สงวนลิขสิทธิ์