เราปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนเป็น “มากกว่าตลาด” จากเดิม “น้อยกว่าตลาด” สำหรับกลุ่มปิโตรเคมี โดยเรามีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อภาพรวมธุรกิจปิโตรเคมีซึ่งได้ผลบวกจากอุปทานที่ได้รับผลกระทบจากสงครามระหว่างอิสราเอล/สหรัฐอเมริกา (US)-อิหร่านซึ่งเราเชื่อว่าต้องใช้ระยะเวลาหลายเดือนในการฟื้นตัว ทั้งนี้ แม้เรามีมุมมองว่าสงครามในขณะนี้กำลังเข้าสู่ช่วงของการเจรจาซึ่งน่าจะนำไปสู่การยุติสงครามและการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) อีกครั้งใน 2H26E แต่เราเชื่อว่าผลกระทบต่ออุปทานปิโตรเคมีนั้นจะมียาวนานต่อเนื่องอีกอย่างน้อยจนถึงสิ้นปีนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี (petrochemical product price spread) โดยเฉพาะสายโอเลฟินส์ (olefins) และ PET ยืนสูงได้ต่อเนื่อง
ดัชนีกลุ่มปิโตรเคมีปรับตัวขึ้น 14.5% และ outperform SET 11.8% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ตามแนวโน้ม petrochemical product price spread ที่ปรับตัวดีขึ้นตามภาพรวมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่มีความตึงตัวมากขึ้นจากภาวะอุปทานขัดข้อง (supply shortage) จากผลกระทบจากสงคราม ทั้งนี้ เรามองว่าราคาหุ้นในกลุ่มปิโตรเคมีที่ปรับตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมาได้สะท้อนปัจจัยบวกไปบ้างแล้ว อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่า petrochemical product spread จะทรงตัวสูงได้ตลอดทั้งปีจากผลกระทบจากกำลังการผลิตที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีในสงครามซึ่งต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว ทั้งนี้ คำแนะนำสำหรับหุ้นปิโตรเคมีที่เราดูแล คือ PTTGC (ซื้อ/เป้า 44.00 บาท), SCC (ซื้อ/เป้า 250.00 บาท), และ IVL (ถือ/เป้า 25.00 บาท)