เราประมาณการกำไรปกติ 2Q26E จะอยู่ที่ 3,416 ล้านบาท (มากกว่าที่เราคาดไว้เบื้องต้นที่ 3,200-3,300 ล้านบาท) ทรงตัว YoY แต่เพิ่มขึ้นจาก 1Q26 ที่ 145 ล้านบาท เพราะมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าคาดและได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง โดย
1) ธุรกิจโรงแรม ภาพรวม RevPAR เพิ่มขึ้นได้ (+5% YoY, +35% QoQ) เพราะยุโรป (+3% YoY) เป็น Peak season และไทย (+3% YoY) แต่มัลดีฟส์ (-6% YoY) ลดลงเพราะผลกระทบของสงคราม
2) ธุรกิจอาหารมี SSSG โดยรวมลดลงที่ -0.3% YoY ดีขึ้นจาก 2Q25 ที่ -1.7% YoY และจาก 1Q26 ที่ -0.8% YoY โดยไทย (+1.6% YoY ถือว่าทำได้ดีแม้จะมีโครงการคนละครึ่งพลัส) ขณะที่จีน (+7.7% YoY) จากฐานต่ำในปีก่อน ส่วนออสเตรเลีย (-3.7% YoY) จาก Macro economy pressure
3) SG&A to sale เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 32.7% จาก 2Q25 ที่ 32.0% YoY จากค่าเช่า, IT cost และมีการปรับเพิ่มค่าแรงงานที่ยุโรปที่ขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ ส่วนดอกเบี้ยจ่ายพิ่มขึ้น +4% QoQ จากการเปลี่ยนสถานะของ perpetual bond เป็นเงินกู้ระยะสั้นราว 1 หมื่นล้านบาท เข้ามากดดัน
4) MINT ยังคงเดินหน้าจัดตั้งกอง REIT ที่สิงคโปร์ แต่อาจจะ Delay เพราะอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ส่วนการ IPO ธุรกิจ Food ยังคงทำอยู่
คงประมาณการกำไรปกติปี 2026E อยู่ที่ 9.2 พันล้านบาท ลดลง -5% YoY จากค่าใช้จ่ายกดดัน ขณะที่เราคาดว่า 3Q26E มีโอกาสจะทรงตัว YoY จากรายได้ที่ยังโตได้แต่ยังมีผลกระทบจากค่าใช้จ่ายที่ทรงตัวระดับสูงและดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่จะลดลง QoQ เพราะผ่าน Peak season ยุโรปใน 2Q ไปแล้ว
คงคำแนะนำ “ซื้อ” MINT และราคาเป้าหมายปี 2026E ที่ 26.00 บาท อิง DCF (WACC ที่ 7%, terminal growth ที่ 1.5%) ขณะที่ Valuation ซื้อขายเพียง PER ที่ 14.6x ถูกกว่า ERW และ CENTEL ที่ 16x และ 22x ตามลำดับ