เราประเมินกำไรปกติ 2Q26E จะอยู่ที่ 194 ล้านบาท (-46% YoY, +65% QoQ) โดยกำไรลดลง YoY จากรายได้ที่คาดลดลง -16% YoY เหลือ 2.1 พันล้านบาท จากปริมาณขายไฟที่อ่อนตัวทั้งธุรกิจ SPP และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ หลัง BIC ได้รับผลกระทบจากการหยุดซ่อมตามแผนและการทำ Major Overhaul ขณะที่ NN2 มีปริมาณผลิตไฟฟ้าลดลงจากปริมาณน้ำไหลเข้าที่ต่ำกว่าปีก่อน ประกอบกับต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นเป็น 363 บาท/MMBTU ส่งผลให้ GPM ลดลงเหลือ 11.1% (2Q25 = 26.3%) นอกจากนี้ กำไรยังถูกกดดันจากส่วนแบ่งกำไรที่ลดลงของ LPCL จากผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน แม้ได้รับการชดเชยบางส่วนจากผลการดำเนินงานของ XPCL ที่ดีขึ้น ขณะที่กำไรฟื้นตัว QoQ จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นตามปัจจัยฤดูกาลของธุรกิจพลังน้ำและส่วนแบ่งกำไรของ XPCL ที่เพิ่มขึ้น
เราคงประมาณการกำไรปกติปี 2026E/27E ที่ 1.8/1.9 พันล้านบาท (-23%/+3% YoY) โดยแนวโน้มกำไร 3Q26E จะเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี จากปัจจัยฤดูกาลและระดับน้ำที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี หนุนการดำเนินงานของ XPCL ขณะที่ NN2 คาดฟื้นตัวจำกัดจากระดับน้ำในอ่างที่ยังต่ำกว่าปีก่อน ทั้งนี้ ยังต้องติดตามความเสี่ยงจาก El Niño ที่อาจเริ่มส่งผลกระทบตั้งแต่ 4Q26E เป็นต้นไป โดยกำไรปกติ 1H26E คิดเป็น 17% ของประมาณการทั้งปี
เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 3.00 บาท อิง DCF (WACC 6.4%, terminal growth 1.5%) หรือเทียบเท่า 2026E PER ที่ 13.6x (-1SD below 5-yr average PER) แม้กำไร 2Q26E คาดอ่อนตัว YoYจากปัจจัยชั่วคราว แต่คาดฟื้นตัวเด่นใน 3Q26E จาก High season ของธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังน้ำและการดำเนินงานของ XPCL ที่แข็งแกร่ง ขณะที่ Valuation ยังอยู่ในระดับน่าสนใจ และราคาหุ้นได้สะท้อนความกังวลต่อ El Niño ไปมากแล้ว โดยในช่วงปี 2023-24 ซึ่งได้รับผลกระทบ El Niño ราคาหุ้นยังเคยซื้อขายในกรอบ 3.00-4.50 บาท เราจึงมองว่ายังมี Upside ทั้งนี้ ความเสี่ยงหลัก ได้แก่ ภาวะ El Niño ต้นทุนก๊าซธรรมชาติ และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน