ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1) Backlog ดีขึ้น โดย ณ 30 มิ.ย.26 โดยรวมอยู่ที่ 1,341 ล้านบาท (+24% YoY, +18% QoQ) แบ่งเป็น i) BBIK มี backlog เพิ่มขึ้นเป็น 1,084 ล้านบาท (+30% YoY, +35% QoQ) และ ii) JVs อยู่ที่ 257 ล้านบาท (+3% YoY, -23% QoQ) โดย backlog ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่จะเป็นงานที่มีขนาดใหญ่ขึ้นที่เกี่ยวกับด้าน AI ในกลุ่มธุรกิจธนาคารและพลังงาน
2) ตั้งเป้าเพิ่ม utilization ในช่วง 2H26E เป็น 70% จาก 1H26 ที่ 64% โดยจะมีการปรับ capacity พนักงานให้ตรงกับความต้องการของตลาด โดยจะมี upskill และ reskill ของพนักงาน เพื่อรองรับงานใหม่ได้มากขึ้น
3) แนวโน้ม GPM ในช่วง 2H26E จะยังสูงมากกว่า 50% ได้อย่างต่อเนื่อง (1H26 มี GPM ที่ 54.1%) จากการเน้นรับงานที่ high value มากขึ้น
4) ดีล M&A มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะสามารถจบดีลได้ภายในปี 2027E ซึ่งเป็นดีลค่อนข้างใหญ่มี EBITDA ใกล้เคียงกับ BBIK ทั้งนี้ คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายสำหรับการทำ due diligence ในช่วง 2H26E ราว 10-20 ล้านบาท สำหรับแหล่งเงินทุนจะมาจากกระแสเงินสดของบริษัทและเงินกู้เป็นหลัก
DAOL: เรามีมุมมองเป็นบวกจากแนวโน้ม backlog ที่เพิ่มขึ้น และดีล M&A ที่คืบหน้ามีโอกาสที่จะเป็น upside ต่อกำไรในอนาคต ทั้งนี้ เรายังคงประมาณการกำไรปี 2026E ที่ 373 ล้านบาท +9% YoY โดยกำไร 1H26 คิดเป็น 44% จากทั้งปี สำหรับแนวโน้ม 2H26E จะดีขึ้นตาม backlog ที่เพิ่มขึ้น และคาดว่าลูกค้าจะมีการเร่งรับรู้รายได้มากขึ้นในไตรมาส 4 เช่นเดียวกับทุกปี ทั้งนี้ เรายังคงแนะนำ "ซื้อ" แต่มีแนวโน้มปรับราคาเป้าหมายจากปัจจุบันที่ 22.00 บาท อิง 2026E PER 12.0 เท่า (-1.25SD below 3-yr average PER) จาก outlook ที่ดีขึ้น