เราประเมิน 3Q26E จะรายงานกำไรสุทธิที่ 1.5 พันล้านบาท (-13% YoY, -16% QoQ) แต่หากหักรายการพิเศษจากการขายหุ้นโรงไฟฟ้า SYE และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน เราคาดกำไรปกติที่ 1.3 พันล้านบาท (+30% YoY, -22% QoQ) โดยกำไรเติบโต YoY จาก XPCL ที่มีค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ต่ำลงหลังมีการชำระคืนหนี้ ขณะที่ CFXD มีการขาดทุนที่ลดลงมากและมีการรับรู้ LD claim ที่ราว 50 ล้านบาท ประกอบกับการเดินเครื่องของ GHECO-1 ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นหลังการทำ major overhaul จึงช่วยชดเชยผลกระทบจากการหดตัวของ IU sales volume ที่คาดอยู่ที่ -4% YoY ประกอบกับราคาก๊าซธรรมชาติที่คาดปรับตัวสูงขึ้น +29% YoY เป็น 400 บาท/mmBTU ขณะที่กำไรปกติลดลง QoQ จากธุรกิจ SPP ที่ได้รับแรงกดดันจากราคาก๊าซที่สูงขึ้นราว +10% QoQ ขณะที่คาด IU sales volume หดตัว -1% QoQ
เราปรับประมาณการกำไรปกติปี 2026E ลง 6% แต่คงกำไรปี 27E โดยเราคาดกำไร 2026E/27E ที่ 6.5/7.1 พันล้านบาท (-9%/+9% YoY) จากราคาก๊าซ 2H26E ที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่าเดิมที่คาดจากสงครามในตะวันออกกลาง และคาดว่าใน 4Q26E ธุรกิจ SPP จะยังได้รับผลกระทบจากราคาก๊าซที่คาดอยู่ที่ราว 420 บาท/mmBTU จึงส่งผลให้เรามีการปรับประมาณการกำไรปี 2026E ลง
คงคำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 60.00 บาท อิง DCF (WACC 6.5%, TG 2.0%) โดยมองว่าแม้กำไรระยะสั้นจะถูกกดดันจากราคาก๊าซที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังมี catalyst จาก PDP2026 และโอกาสจาก Data Center ในไทยและอินเดียที่จะเป็น growth driver สำคัญในระยะยาว ขณะที่โครงการใหม่ยังอยู่ในช่วงพัฒนาและจะเริ่มสะท้อนต่อประมาณการตั้งแต่ 2028E เป็นต้นไป