โดยรวมเรามองเป็นกลางต่อผลประกอบการ 4Q25E โดยประเมินกำไรสุทธิที่ 205 ล้านบาท -4% YoY, +5% QoQ สูงกว่ากรอบเดิมที่เราคาดไว้ 190-200 ล้านบาท เล็กน้อย โดยมีปัจจัย ดังนี้
1) รายได้ คาดที่ 1.8 พันล้านบาท -3% YoY, +6% QoQ การลดลง YoY เป็นผลจากธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตรที่ยังชะลอตัว ขณะที่เพิ่มขึ้น QoQ สอดคล้องกับทิศทางยอดผลิตรถยนต์ของไทยที่สูงขึ้น
2) GPM จะดีขึ้นเป็น 20.2% (4Q24 = 20.0%, 3Q25 = 18.8%) จากการควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น
3) SG&A จะอยู่ที่ 184 ล้านบาท +1% YoY, +8% QoQ ซึ่งปกติไตรมาส 4 จะสูงสุดของปี
เราปรับประมาณการกำไรปี 2025E/26E เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 2%/3% เป็น 739 ล้านบาท +5% YoY และ 769 ล้านบาท +4% YoY โดยภาพรวมธุรกิจจะยังฟื้นตัวค่อยเป็นค่อยไปตามทิศทางยอดผลิตรถยนต์ที่ในปี 2026E เราประเมินจะอยู่ที่ 1.5 ล้านคัน +3% YoY
เราปรับคำแนะนำลงเป็น “ถือ” (เดิม “ซื้อ”) แต่ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 15.50 บาท (เดิม 15.00 บาท) ยังอิง 2026E PER ที่ 8.5 เท่า (-0.5SD below 5yr-average PER) จากการปรับเพิ่มประมาณการกำไร อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นและ outperform SET +13% ในช่วง 3 เดือน สะท้อนมุมมองว่ายอดผลิตรถยนต์น่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่การฟื้นตัวจะยังช้า ทำให้การเติบโตของกำไรยังไม่โดดเด่น ทั้งนี้ ราคาหุ้นในระยะสั้นอาจยังมีโอกาส outperform ได้ จากเงินปันผลที่คาดว่าจะยังสูง โดยเราประเมินงวด 2H25E ที่ 1.10 บาท/หุ้น คิดเป็น dividend yield สูงที่ 7%