เรามองว่า SAV ยังมีความน่าสนใจจากกำไรที่มีเสถียรภาพและมี upside โดยมีปัจจัยสำคัญ ดังนี้
1) แม้แนวโน้มจำนวนเที่ยวบิน 2Q26E จะลดลง YoY, QoQ เนื่องจากหลายสายการบินทั่วโลกมีการยกเลิกเที่ยวบินบางส่วน จากผลกระทบราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่าจำนวนเที่ยวบินจะฟื้นตัวใน 3Q26E จากราคาน้ำมันที่เริ่มอ่อนตัว และฐานต่ำปีก่อนที่มีการปิดน่านฟ้าชายแดน ไทย-กัมพูชา และ 4Q26E จะกลับมาเติบโตดีขึ้นจาก high season ของการท่องเที่ยว
2) กำไรยังมี upside จากงานประมูลโครงการ RSMS ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ของ AOT มูลค่า 1.37 พันล้านบาท คาดรู้ผล ก.ค.26 หาก SAV ชนะประมูลคาดช่วยเพิ่มกำไร 150-180 ล้านบาท ตลอดอายุโครงการ 3 ปี จะเป็น upside ต่อราคาเป้าหมายราว 0.30 บาท (อิงวิธี DCF) รวมถึงในอนาคต SAV ยังมีแผนเข้าประมูลโครงการลักษณะดังกล่าวที่สนามบินดอนเมืองและภูเก็ต ช่วยหนุน upside ต่อเนื่อง
เรายังคงประมาณการกำไรปี 2026E ที่ 545 ล้านบาท ทรงตัว YoY ซึ่งยังแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยกลุ่ม Aviation สำหรับ 2Q26E เราคาดกำไรจะทรงตัว YoY แม้จำนวนเที่ยวบินจะชะลอตัว แต่จะได้ผลบวกจากค่าใช้จ่ายที่ลดลง แต่จะลดลง QoQ จากปัจจัยฤดูกาล ส่วนกำไร 2H26E มีแนวโน้มกลับมาโต YoY ตามการฟื้นตัวของจำนวนเที่ยวบิน นอกจากนั้น หาก SAV ชนะงานประมูลของ AOT เราประเมินจะช่วยเพิ่ม upside ต่อกำไรในปี 2026E-27E ราว 5% และ 11% ตามลำดับ
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 14.50 บาท ยังอิง DCF (WACC = 9.5% TG = 2.5%) โดยราคาหุ้น underperform SET -11% ใน 3 เดือน สะท้อนสถานการณ์ในตะวันออกกลางมากแล้ว ขณะที่ยังมี catalyst จากงานประมูลของ AOT ที่ใกล้ประกาศผล รวมถึงยังมีแผนเข้าประมูลงานของวิทยุการบินแห่งประเทศไทยภายในปี 2026E ซึ่งจะช่วยเพิ่ม upside ต่อกำไรได้ต่อเนื่อง