เรามีมุมมองเป็นบวกต่อกำไร 2Q26E ที่คาดอยู่ที่ 662 ล้านบาท (+27% YoY, -18% QoQ) โดยกำไรเติบโต YoY แม้รายได้จะเพิ่มเพียง +1% YoY จากการเปิดสาขาใหม่ เนื่องจาก SSSG จะยังติดลบราว -2% YoY จากกำลังซื้อผู้บริโภคที่ยังอ่อนแอ อย่างไรก็ตาม กำไรได้รับแรงหนุนจาก GPM ที่ขยายตัวทำ new high ที่ 27.1% (2Q25 = 25.4%, 1Q26 = 26.6%) จากการเพิ่มสัดส่วนสินค้า House Brand ประกอบกับการบริหาร Product mix และการเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ รวมถึงดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงจากการทยอยชำระหนี้ ขณะที่กำไรลดลง QoQ ตามปัจจัยฤดูกาล หลังผ่านช่วง High season ของการก่อสร้างและการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยใน 1Q26
เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2026E/27E เพิ่มขึ้น +12%/+14% เป็น 2.4/2.6 พันล้านบาท (+23%/+8% YoY) เพื่อสะท้อน GPM ที่ดีกว่าคาดจากการเพิ่มสัดส่วนสินค้า House Brand การบริหาร Product mix ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงต้นทุนทางการเงินที่ลดลงจากการทยอยชำระหนี้ ซึ่งช่วยชดเชย SSSG ที่เราคาดว่าจะยังติดลบจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังอ่อนแอ ประกอบกับกำไรปี 2026E จะฟื้นตัวเด่นจากฐานที่ต่ำในปี 2025 หลังผลประกอบการช่วง 2H25 ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
เราคงคำแนะนำ "ซื้อ" แต่ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 8.20 บาท อิง PER ปี 2026E ที่ 18.5 เท่า (-1.5SD below 5-year average PER) จากเดิม 7.40 บาท เพื่อสะท้อนการปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2026E-27E จากแนวโน้ม GPM ที่แข็งแกร่งกว่าคาดและต้นทุนทางการเงินที่ลดลง ขณะที่เรามองว่าตลาดยังไม่ได้สะท้อนศักยภาพการฟื้นตัวของกำไรเชิงโครงสร้างจากการเพิ่มสัดส่วนสินค้า House Brand อย่างเต็มที่ โดยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น underperform SET -2%