เราประเมิน 3Q26E จะขาดทุนสุทธิ -324 ล้านบาท แต่เมื่อหักค่าใช้จ่ายครั้งเดียวราว -2 พันล้านบาท ที่เกี่ยวข้องกับการปิดสาขา small format เราคาดกำไรปกติที่ 1,676 ล้านบาท (-10% YoY, -11% QoQ) โดยกำไรลดลง YoY จาก SSSG Retail ที่จะหดตัวราว -5% จากกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง ขณะที่แม้คาด GPM ขยายตัวเป็น 16.4% จาก 16.1% ใน 3Q25 จากการควบคุมต้นทุนและสินค้าสูญเสียที่ดีขึ้น รวมถึงราคาสินค้าอาหารสดที่ปรับตัวดีขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอชดเชยผลกระทบจากรายได้ที่ชะลอตัวและ SG&A ที่สูงขึ้น ส่วนกำไรลดลง QoQ แม้ GPM ขยายตัวจาก 15.9% ใน 2Q26 แต่ถูกกดดันจาก SG&A/Sales ที่เพิ่มขึ้นเป็น 14.3% จาก 13.9% ใน 2Q26 จากค่าใช้จ่ายพนักงาน การขยาย Omni Channel และ last-mile delivery รวมถึงค่าใช้จ่ายก่อนเปิดดำเนินงานของ The Happitat
เราปรับประมาณการกำไรปกติปี 2026E/27E ลง 4%/7% เป็น 9.5/9.7 พันล้านบาท (+1%/+3% YoY) จากการฟื้นตัวของ B2C ที่ช้ากว่าคาดและค่าใช้จ่ายที่ยังสูง อย่างไรก็ตาม เราคาดกำไรปกติ 4Q26E จะเพิ่มเป็นราว 3.3 พันล้านบาท จากปัจจัยฤดูกาลและฐานปีก่อนที่ถูกกดดันจากปัญหาระบบ IT ประกอบกับน้ำท่วมหาดใหญ่ และความตึงเครียดชายแดน ขณะที่การปิดสาขาขาดทุนและควบคุมต้นทุนจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและพยุงความสามารถทำกำไรตั้งแต่ 4Q26E เป็นต้นไป
คงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมายที่ 17.00 บาท โดยเราปรับราคาเป้าหมายเป็นปี 2027E อิง PER ที่ 18.3 เท่า (-1.7SD below 5-yr average PER) มองว่าราคาหุ้นปัจจุบันสะท้อนปัจจัยลบจากกำลังซื้อและค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างไปมากแล้ว ขณะที่การปิดสาขาที่ขาดทุนจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและหนุนการฟื้นตัวของ EBIT ในปี 2027E โดยคาดกำไร 4Q26E ฟื้นตัวจากฐานต่ำ ปัจจัยฤดูกาล และการฟื้นตัวของ EBIT