เราคาดกำไรสุทธิ 3Q26E ที่ 1.34 หมื่นล้านบาท ลดลง -8% YoY แต่เพิ่มขึ้น +11% QoQ โดย
1) กำไรลดลง YoY จาก NIM ลดลงอยู่ที่ 2.51% จาก 3Q25 ที่ 2.84% จากอัตราดอกเบี้ยขาลง แต่เริ่มเห็นฟื้นตัวได้หากเทียบ 2Q26 ที่ 2.49% เพราะเราคาดว่า NIM น่าจะผ่านจุด Bottom ไปแล้วใน 2Q26
2) กำไรเพิ่มขึ้น QoQ เพราะมีกำไรจาก FVTPL เพิ่มขึ้นจากการรับรู้ THAI ที่ถึงกำหนดในการขายได้เพิ่มอีก 75% โดยเราคาดว่าจะมีกำไรจาก FVTPL จาก THAI ก่อนหักภาษีราว 3.2 พันล้านบาท แต่นำมาตั้งสำรองฯในส่วน Management overlay เพิ่มเติมราว 2 พันล้านบาท
3) สินเชื่อรวมตัวเพิ่มขึ้น +11% YoY และ +2.8% QoQ หรือ +7% YTD (ซึ่งมี Upside จากที่เราคาดปี 2026E ที่ +2% YoY) จากสินเชื่อภาครัฐเป็นหลัก ด้าน NPL ยังทรงตัวได้จากไตรมาสก่อนที่อยู่ที่ 2.92% ซึ่งยังเป็นระดับที่ควบคุมได้
เรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2026E อยู่ที่ 4.9 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น +1% YoY จากสำรองฯที่ลดลง ขณะที่เราคาดว่ากำไรสุทธิ 4Q26E จะเพิ่มขึ้น YoY จากสำรองฯที่ลดลง แต่ลดลง QoQ จากกำไร FVTPL จาก THAI ที่ลดลงจากฐานสูงใน 3Q26E
คงคำแนะนำ “ซื้อ” KTB และราคาเป้าหมายที่ 50.00 บาท อิง 2026E PBV ที่ 1.47x (+1.50SD above 10-yr average PBV) โดย KTB เป็นธนาคารที่มี Asset Quality ที่แข็งแกร่งจากการเน้นปล่อยสินเชื่อภาครัฐ ซึ่งเป็นสินเชื่อที่มีความเสี่ยงต่ำและรองรับกับสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงได้ รวมถึงยังมี Dividend yield ที่สูงราว 6% ทำให้เรายังคงเลือก KTB เป็น Top pick