เรามีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อภาพรวมกลุ่มปิโตรเคมีและคาดว่า SCC จะรายงานกำไรสุทธิ 1Q26E ที่แข็งแกร่งที่ 5.4 พันล้านบาท เทียบกับกำไร 1.1 พันล้านบาทใน 1Q25 และขาดทุน -3.7 พันล้านบาทใน 4Q25 โดยมีสมมติฐาน ดังนี้
1) ธุรกิจปิโตรเคมีจะได้ประโยชน์จากการรับรู้กำไรจากสต๊อก (stock gain) ที่เป็นไปได้ตามแนวโน้มราคาแนฟทา (naphtha) ที่สูงขึ้น ซึ่งน่าจะช่วยชดเชยปริมาณขายรวมของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่น่าจะได้ผลกระทบจากการประกาศเหตุสุดวิสัย (force majeure) ของโรงแครกเกอร์ระยองโอเลฟินส์ (ROC)
2) เราคาดว่าสงครามระหว่างอิสราเอล/สหรัฐอเมริกา (US)-อิหร่านจะส่งผลต่ออุปทานโลกของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีซึ่งจะส่งผลให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ (olefins spread) ทรงตัวในระดับสูงใน 2Q26E
3) เราคาดว่ากำไรปกติของ SCC จะเติบโตแข็งแกร่ง YoY ใน 2Q26E จากแรงหนุนของ olefins spread ที่สูงขึ้น ในขณะที่ เราเชื่อว่าโรงแครกเกอร์ของบริษัท มาบตาพุดโอเลฟินส์ จำกัด (MOC) และ Long Son Petrochemical (LSP) จะสามารถจัดหาวัตถุดิบได้เพียงพอและไม่ต้องประกาศ force majeure
เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2026E/2027E ขึ้น +68%/+32% เป็น 1.66/1.41 หมื่นล้านบาท เทียบกับ 1.41 หมื่นล้านบาทในปี 2025 หลักๆเพื่อสะท้อนสมมติฐาน olefins spread ที่สูงขึ้นและปริมาณขายรวมผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี (PE, PP, PVC) ที่ดีขึ้น
ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” จากเดิม “ขาย” ที่ราคาเป้าหมายใหม่ปี 2026E ที่ 250.00 บาท (เดิม 165.00 บาท) อิงวิธี SOTP โดยเราคาดว่าบริษัทจะได้ประโยชน์จากภาพรวมตลาดปิโตรเคมีที่ดีขึ้นจากอุปทานที่ลดลงจากผลกระทบของสงครามอิสราเอล/US-อิหร่านซึ่งส่งผลให้ olefins spread จะทรงตัวสูงได้ตลอดปี