เรามีมุมมองเป็นกลางจากการประชุมนักวิเคราะห์ (5 พ.ค.) โดยมีปัจจัยสำคัญดังนี้
1) ยังคงเป้าขยายสาขาในปี 2026E เป็น 136 ทำเล โดยเปิด Hybrid Store เพิ่ม 10 แห่ง ภายใต้ CAPEX 6–7 พันลบ. ทั้งนี้ SSSG QTD เริ่มฟื้นจาก cooling products และ building materials
2) คงเป้า GPM ปี 2026E ขยายตัวเล็กน้อยราว 20-30 bps หนุนจากการเพิ่มสัดส่วน Private Brand
3) ตั้งเป้าควบคุม SG&A/sales ให้ทรงตัวถึงลดลง YoY ผ่าน cost control และการใช้ solar panel โดย SSSG ที่เริ่มฟื้นช่วยหนุน operating leverage เพิ่มขึ้น
4) บริษัทเฝ้าระวังต้นทุนค่าไฟและค่าขนส่งที่อาจสูงขึ้นจากสถานการณ์สงคราม โดยค่าขนส่งคิดเป็น 2.5% ของยอดขายรวม ซึ่งสามารถเจรจากับ suppliers และทยอยปรับราคาสินค้าเพื่อชดเชยต้นทุน
เราคงประมาณการกำไรปี 2026E/27E ที่ 6.2/6.4 พันล้านบาท +3%/+3% YoY โดยกำไรจะฟื้นตัวเล็กน้อยจากเสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้นจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งคาดหวังว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อหนุนกำลังซื้อภายในประเทศ รวมไปถึงการขยายสาขาและการเพิ่มสัดส่วนสินค้า Private Label ซึ่งจะช่วยหนุน GPM และช่วยชดเชยผลกระทบบางส่วนจากการหายไปของมาตรการลดหย่อนภาษี Easy E-Receipt ใน 1Q26
เราคงคำแนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมายเดิมที่ 7.00 บาท อิง PER ปี 2026E ที่ 15 เท่า (-1.5SD below 5-yr average) จากกำไรที่ยังฟื้นตัวช้าจากภาวะเศรษฐกิจ แต่ยังต้องติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือการลดภาษี ซึ่งอาจกลับมาช่วยหนุนราคาหุ้นได้ โดยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น underperform SET -23% จากสถานการณ์ของเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่