
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะเริ่มบังคับใช้มาตรการการซื้อขายที่ปรับปรุงใหม่ รวม 8 มาตรการ ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป ภายหลังการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ลงทุนและผู้เกี่ยวข้องในเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. แล้ว มาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพและความเท่าเทียมของตลาด การลดความผันผวนที่ผิดปกติของราคาหลักทรัพย์ และการกำกับดูแลพฤติกรรมการซื้อขายที่ไม่เหมาะสม เพื่อให้เกณฑ์เหมาะสมกับบริบทการลงทุนปัจจุบัน สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล และยกระดับความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities”
มาตรการที่ปรับปรุงมีสาระสำคัญ ดังนี้
1. ปรับลดช่วงราคาซื้อขาย (Tick Size) สำหรับหลักทรัพย์ที่มีราคา 5 - 50 บาทต่อหุ้น
เพื่อช่วยลดส่วนต่างราคาและเพิ่มโอกาสจับคู่คำสั่งซื้อขาย ส่งผลให้ต้นทุนการซื้อขายของผู้ลงทุนทุกกลุ่มลดลง และเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาด
2. ปรับปรุงเกณฑ์ราคาขายชอร์ต
ในสภาวะปกติให้ใช้เกณฑ์ Zero - Plus Tick (ราคาขายชอร์ตต้องเท่ากับหรือสูงกว่าราคาซื้อขายครั้งล่าสุด) แต่หากหลักทรัพย์ใดมีราคาปิดลดลงตั้งแต่ 10% จากราคาปิดของวันก่อนหน้า ให้ใช้เกณฑ์ Uptick (ราคาขายชอร์ตต้องสูงกว่าราคาซื้อขายครั้งล่าสุด) ในวันทำการถัดไป เพื่อชะลอแรงขายในช่วงตลาดผันผวน โดยไม่กระทบสภาพคล่อง และต้นทุนการซื้อขายในภาวะปกติ
3. ปรับปรุงหลักทรัพย์ที่ขายชอร์ตโดยจำกัดเฉพาะหลักทรัพย์สภาพคล่องสูงเท่านั้น
ได้แก่ หลักทรัพย์ในกลุ่ม SET100 หลักทรัพย์อ้างอิงของ Single Stock Futures และหลักทรัพย์ประเภท DR และ ETF
4. ปรับปรุงลักษณะการซื้อขายที่ต้องขึ้นทะเบียนต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ
โดยพิจารณาจากการใช้ช่องทางการส่งคำสั่งเฉพาะราย (Dedicated API) หรือการซื้อขายลักษณะ (High Frequency Trading: HFT) เช่น ความถี่/ความเร็วในการส่งคำสั่งซื้อขาย สถานะสิ้นวัน มูลค่าการซื้อขายรายวัน เป็นต้น เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปอย่างเหมาะสม
5. เก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากบัญชีซื้อขายที่มีการส่งคำสั่งซื้อขายในปริมาณมากแต่เกิดการจับคู่การซื้อขายน้อย (High Order-to-Trade Ratio: OTR)
ได้แก่ บัญชีซื้อขายที่มี OTR มากกว่า 50 เท่า และส่งคำสั่งเฉลี่ยมากกว่า 50 ครั้งต่อนาที จะมีการเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมเฉพาะส่วนที่เกิน 15,000 รายการต่อวัน ในอัตรา 0.15 บาทต่อรายการ (15 สตางค์) เพื่อให้สะท้อนต้นทุนการใช้ทรัพยากรระบบงานที่แท้จริง และป้องกันการส่งคำสั่งซื้อขายที่ไม่มีเจตนาจับคู่ซื้อขาย
6. ยกเลิกกรอบราคาซื้อขายแบบ Dynamic Price Band (DPB) รายหลักทรัพย์
เพื่อลดอุปสรรคในการซื้อขาย โดยเฉพาะในหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำ
7. ยกเลิกการจำกัดหลักทรัพย์ที่ HFT ซื้อขายได้
เพื่อให้การกำกับดูแลการซื้อขายของผู้ลงทุนทุกกลุ่มเป็นไปในแนวทางเดียวกัน สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพิ่มความยืดหยุ่นในการซื้อขาย และเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนทุกกลุ่มเข้าถึงหลักทรัพย์ทุกประเภทได้อย่างเท่าเทียมกัน
8. ยกเลิก Minimum Resting Time (MRT)
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคำสั่งซื้อขายและลดภาระด้านระบบงานของบริษัทสมาชิก ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงยกเลิกมาตรการ Minimum Resting Time (MRT)
ผู้ลงทุนและผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเกณฑ์ที่ปรับปรุงดังกล่าวได้ที่เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ www.set.or.th ภายใต้หัวข้อ “กฎเกณฑ์/การกำกับ” และ “กฎเกณฑ์ – หนังสือเวียนส่วนที่เกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์” เรื่อง “การปรับปรุงเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวกับหลักทรัพย์ที่มีสินทรัพย์อ้างอิงต่างประเทศ (Global Products) และการปรับปรุงมาตรการการซื้อขาย”
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.set.or.th/th/about/mediacenter/insights/article/795-eight-trading-measures
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) ทำการเปลี่ยนแปลงเวลาซื้อขาย เพื่อเพิ่มโอกาส และอำนวยความสะดวกให้ผู้ลงทุน สามารถเข้าถึงการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถบริหารความเสี่ยงและปรับกลยุทธ์การซื้อขายให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความเคลื่อนไหวของราคาในตลาดโลกได้มากขึ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้
การขยายเวลาซื้อขายเพื่อเพิ่มโอกาส และอำนวยความสะดวกให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนในสินทรัพย์
1. SET ขยายเวลาซื้อขายในช่วงเช้าสำหรับ DR, DW และ ETF ที่อ้างอิงหลักทรัพย์ต่างประเทศ
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม : https://weblink.set.or.th/dat/news/202610/0000NWS091020262047189430T.pdf
2. TFEX ขยายเวลาซื้อขายในช่วงเช้าสำหรับ สินค้ากลุ่มอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Futures & Options) โลหะมีค่า (Precious Metal Futures) และยางพารา (Rubber Futures)
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม : https://weblink.set.or.th/dat/news/202610/0911NWS151020260924401280T.pdf
©2026 บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) สงวนลิขสิทธิ์