เราคาดกำไรสุทธิรวม 4Q25E ของกลุ่มธนาคารจะอยู่ที่ 5.1 หมื่นล้านบาท (-3% YoY, -19% QoQ) โดย
1) กำไรลดลง YoY จาก NIM ที่ลดลงตามดอกเบี้ยขาลง ขณะที่กำไรลดลง QoQ เพราะกำไรจาก FVTPL ที่ลดลงตามสภาพตลาดทุน และกำไรจากเงินลงทุนลดลงจาก Bond yield ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยธนาคารที่เติบโตได้ดี YoY คือ KBANK +2% YoY จากการตั้งสำรองฯที่ลดลงจากฐานสูงในปีก่อน รองลงมาเป็น KKP +0.3% YoY จากแนวโน้มผลขาดทุนรถยึดที่ลดลง ขณะที่ไตรมาสนี้ทุกธนาคารมีกำไรที่ปรับตัวลดลง QoQ กันหมด นำโดย KTB -26% QoQ รองลงมาเป็น BBL -25% QoQ และ KBANK -16% QoQ
2) สินเชื่อ 4Q25E จะลดลง -3% YoY แต่เพิ่มขึ้น QoQ จากสินเชื่อรายใหญ่และภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ส่วน NPL จะเพิ่มขึ้นใน 4Q25E มาอยู่ที่ 3.24% จาก 3Q25 ที่ 3.14% แต่ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้
3) DAOL คาด กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้งที่ 0.25% มาอยู่ที่ 1.00% ในช่วง 1H26E ซึ่งเรารวมผลกระทบในประมาณการกำไรของกลุ่มธนาคารไปเรียบร้อยแล้ว
4) คาดจะมีแรงซื้อในกลุ่มธนาคารก่อนล่วงหน้าเพื่อรับเงินปันผล ซึ่งจะทยอยประกาศในช่วงเดือน ก.พ. 26 โดยเราคาดว่า SCB จะเป็นหุ้นที่ให้ Dividend yield ช่วง 2H25E สูงที่สุดในกลุ่มที่ระดับราว 7%
คงประมาณการกำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารปี 2026E จะอยู่ที่ 2.19 แสนล้านบาท ลดลง -3% YoY จาก NIM ที่ลดลงเป็นหลัก ส่วนสำรองฯมีแนวโน้มลดลงได้จากการตั้งเผื่อมาเยอะแล้ว
คงน้ำหนักการลงทุนเป็น “มากกว่าตลาด” เพราะอัตราเงินปันผลเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ราว 7% สูงกว่าอัตราปันผลเฉลี่ยของตลาดหุ้นที่ 3% โดยเราเชื่อว่ากลุ่มธนาคารจะ outperform ต่อได้จากแรงซื้อที่จะเข้ามามากก่อนช่วงประกาศเงินปันผลในเดือน ก.พ. 26 ด้าน valuation ยังไม่แพง โดยซื้อขายที่ระดับเพียง 0.74x PBV (-1.00SD below 10-yr average PBV) โดยเราเลือก SCB (ซื้อ/เป้า 150.00 บาท) และ KTB (ซื้อ/เป้า 30.00 บาท) เป็น Top pick